ม่เคารพเจ้า ยังมีอะไรไม่พอใจอีก?”
“นอกนั้นไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น พวกเราพี่น้องไม่เจอกันตั้งหลายปีเช่นนี้ ยามนี้เจ้าอยู่ในตระกูลหลินก็ควรหาโอกาสมารวมตัวกันดื่มเหล้าเสียหน่อยใช่หรือไม่? แล้วดูสิเจ้าเหมือนอะไร? หลบอยู่ในเรือนนี้ทั้งวันไม่ออกไป ข้าละอายใจแทนเจ้านัก”
“อีกอย่าง ไม่ได้เจอซู่ซีมาหลายปีเจ้าจะไม่คุยกับนางดีๆ หน่อยหรือ? ลองถามนางว่าหลายปีนี้เป็นยังไงบ้าง? เจ้าเองก็ลองคิดดีๆ เถอะ! อย่าคิดแต่จะหนี หากเจ้าหนีไปข้าจะช่วยซู่ซีไปจับตัวถึงราชวงศ์เฟิ่งหวง”
หลังจากพูดเป็นชุดๆ หลินป๋อเหิงก็ไม่ได้หยุดลง แต่ก้าวเดินจากไป คิดจะให้ตัวเขาเองลองไตร่ตรองดีๆ
ผู้เฒ่าเฟิ่งถอนใจ นั่งดื่มเหล้าในลานบ้าน องครักษ์ลับพวกนั้นในมุมมืดเห็นแล้วก็มองหน้ากัน ไม่รู้จริงๆ ว่าเรื่องดีๆ เช่นนี้มีอะไรยุ่งยากนัก
ผ่านไปสองสามวันเรื่องเหาะลำหนึ่งค่อยๆ เข้าใกล้ชายแดนแคว้นมหาสันติ เดิมทีเฟิ่งจิ่วไม่อยากดึงดูดความสนใจเกินไปนัก เลยจะให้พวกเขาลงจากเรือเหาะให้หมดแล้วเดินหน้าไปบริเวณประตูเมือง ใครจะรู้ว่าหลิงโม่หานกลับบอกว่าไม่ต้องรีบ ดังนั้นเรือเหาะจึงจอดอยู่นอกประตูเมืองนั้นทันที
สำหรับแคว้นระดับสามเรือเหาะเป็นอะไรที่เห็นบ่อยมาก ไม่เหมือนกับคนแคว้นเล็กระดับเก้าที่เห็นว่ามีเรือเหาะก็จะเข้ามาล้อม แต่ยังโดนคนรอบข้างพินิจมองเหมือนเดิม เพราะนอกจากเรือเหาะลำหรูหรา เสื้อผ้าการแต่งตัว และรูปโฉมท่าทางพวกเขาล้วนโดดเด่นอย่างยิ่ง