ข้ามาบอกพวกท่านขอรับ” กวนสีหลิ่นพูดก่อน
“ไปพรุ่งนี้? เร็วถึงเพียงนั้นเชียว?” เฟิ่งเซียวแปลกใจเล็กน้อย ถามว่า “เรื่องภายในจวนเจ้าจัดการเรียบร้อยแล้วหรือ จะออกเดินทางไกล สัมภาระเตรียมไว้เพียงพอหรือไม่?”
“ขอรับ เรื่องภายในจวนข้าจัดการแล้ว ในบ้านไม่มีใคร สั่งพ่อบ้านคอยเฝ้ายามไว้ก็พอ หนำซ้ำยังใกล้กับจวนตระกูลเฟิ่ง ปกติจึงไม่มีเรื่องอะไร สัมภาระสำหรับเดินทางก็เตรียมไว้เพียงพอขอรับ”
เฟิ่งเซียวพยักหน้า กำชับว่า “อืม เช่นนั้นก็ดี ออกไปข้างนอกต้องระวังความปลอดภัย ทุกเรื่องล้วนต้องระมัดระวัง หากมีเรื่องอะไรก็ให้คนส่งข่าวกลับมา”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ กวนสีหลิ่นก็ฉีกยิ้มกว้าง “ขอรับ”
“ท่านอาเฟิ่ง สามวันให้หลังข้ากับเฟิ่งจิ่วจะออกไปด้วยกัน วันนี้จึงเข้ามากล่าวลาโดยเฉพาะ” หลิงโม่หานปริปากบอก ต่อหน้าเฟิ่งเซียวเขาไม่เคยวางท่าเช่นเจ้าตำหนักยมราช ทำตัวเป็นผู้น้อยมาโดยตลอด
“เสี่ยวจิ่วเพิ่งบอกข้า พวกเจ้าก็ด้วย ออกไปอยู่ข้างนอกจำต้องระมัดระวังอย่าได้ประมาท” เฟิ่งเซียวมองเขา เอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “มีเจ้าคอยชี้แนะอยู่ข้างกายเสี่ยวจิ่ว ข้าถึงวางใจมาก”
“ท่านพ่อ ข้าอยู่ข้างนอกคนเดียวท่านก็ควรสบายใจ ท่านเคยเห็นครั้งไหนข้าถูกคนรังแกด้วยหรือเจ้าคะ?”
เฟิ่งจิ่วพูดจบก็ยกชาบนโต๊ะขึ้นดื่ม หยิบขนมชิ้นหนึ่งมากิน พลางกล่าวอย่างไม่แยแส “ตลอดมาล้วนเป็นข้าที่รังแกคนอื่น คนอื่นจะรังแกข้า หึๆ ยาก”
“วันนั้นข้าได้ยินว่าเจ้าเมาเหล้า