้คุยกันระหว่างทาง” เธอส่งสัญญาณไปทางรถม้าข้างๆ กัน
กวนสีหลิ่นที่กำลังจะพยักหน้าหางตาเหลือบเห็นสายตาของเจ้าตำหนักที่กวาดมองมา แล้วมองรถม้าคันนั้นอีกที จากนั้นยิ้มเหยเกโดยพลัน “เช่นนี้เอง! ข้าจะไปกับพวกเจ้าด้วย! อืม ข้าขี่ม้าไปก็ได้ พวกเจ้าสองคนนั่งรถม้าไปเถอะ!”
“รถม้าคันนี้กว้างมาก นั่งสามคนได้ไม่เป็น…” ขณะกำลังพูดก็ถูกตัดบท
“สายแล้ว เดินไปคุยไปเถอะ!” ระหว่างพูด เจ้าตำหนักยมราชก็สาวเท้าเหยียบขึ้นรถม้า เข้าไปเสียเอง
กวนสีหลิ่นเห็นเช่นนี้เลยรีบร้อนบอก “เสี่ยวจิ่ว เจ้าขึ้นรถม้าไปเถอะ พวกเราไปคุยในวังก็ได้เหมือนกัน” แรงกดดันจากเจ้าตำหนักคนนั้นไม่ใช่สิ่งที่คนปกติจะรับไหว หากเขากล้านั่งรถม้าคันเดียวกับพวกเขา เดาว่าคงหนาวตายระหว่างทางเพราะไอเย็นจากร่างเจ้าตำหนัก
“ก็ได้! ถึงวังแล้วค่อยคุยกัน” เธอยิ้มๆ ไม่ฝืนบังคับเขา จากนั้นถึงจะขึ้นรถม้าไป
เหลิ่งซวงคุมรถ ฮุยหลางกับอิ่งอีตามอยู่ซ้ายขวา ส่วนกวนสีหลิ่นสั่งในจวนจูงม้าออกมาตัวหนึ่ง แล้วตามพวกเขาไปยังพระราชวัง
เวลานี้ที่พระราชวัง ภายในตำหนักที่เฟิ่งเซียวอยู่ หลังจัดการราชกิจเสร็จก็นั่งอยู่หน้าโต๊ะหนังสือ เขาในเวลานี้ไร้ซึ่งความสง่างามเด็ดเดี่ยวเช่นตอนปกติ
ในมือเขาถือปิ่นหยกขาวประดับอัญมณีสีม่วง เขาใช้ปลายนิ้วแตะปิ่นหยกขาวประดับอัญมณีสีม่วงอันนั้นเบาๆ ราวกับสัมผัสคนรักอย่างเบามือ ยามนี้ในดวงตาเขามีความคิดถึง อ่อนโยน และเจ็บปวดที่ปกติไม่เคยเผยให้เ