อคนที่บรรลุขั้นจะเป็นเฟิ่งเซียว?”
คำอุทานเสียงหลงดังมาจากผู้นำตระกูลเหล่านั้นรวมถึงพวกผู้ฝึกตนรอบๆ แต่ละคนเบิกตาโตมองไปทางจวนตระกูลเฟิ่งอย่างยากจะเชื่อ เมื่อเห็นร่างหนึ่งถือหอกออกมาจากในจวนอย่างรีบร้อน ทุกคนต่างนิ่งงัน
“มู่หรงป๋อ! เจ้าคนชั่วช้าสามานย์! ตระกูลเฟิ่งข้าถอยให้ครั้งแล้วครั้งเล่า ถึงกับไม่เอาความเรื่องที่เจ้าลอบทำร้ายข้า ยามนี้ยังจะมาข่มเหงตระกูลข้า! ข่มเหงลูกสาวข้า! เจ้าสมควรตายนัก!”
เสียงดังสนั่นที่แฝงด้วยแรงกดดันทรงพลังของจักรพรรดินักรบเปล่งออกจากปากเฟิ่งเซียว ทุกถ้อยคำในเสียงนั้นล้วนดุดัน กึกก้องทรงพลังและเย็นเยียบ นั่นคือความอาจหาญไม่กลัวตายและจิตวิญญาณนักรบแรงกล้าที่ไม่ยอมให้ใครในฐานะแม่ทัพของเขา! ทุกน้ำเสียงกดดัน ทุกคำดั่งใบมีด ทิ่มแทงหัวใจของมู่หรงป๋อราวกับดาบคมที่รวดเร็วรุนแรง
เมื่อมู่หรงป๋อที่เดิมทีฟื้นคืนกำลังวังชากลับมาลุกยืนขึ้นเพราะแสงตะวันรอนได้ยินเสียงเดือดดาลจากเฟิ่งเซียวก็เบิกดวงตากว้างอย่างตกใจ ยามนี้ยังเห็นเฟิ่งเซียวถือหอกย่างสามขุมพุ่งออกมาอย่างเร่งร้อน ก่อนตวัดหอกในมือกระแทกลงพื้นอย่างรุนแรง มือหนึ่งชี้เขาอย่างโกรธกริ้ว ทำให้เลือดลมในอกเขาปั่นป่วนทันใด พลันกระอักเลือดในหัวใจออกมา
“อั่ก!”
ร่างกายและจิตใจถูกโจมตี จิตใจกระทบกระเทือนอย่างหนัก เขารู้สึกแต่ว่าเบื้องหน้าช่างมืดมน ไม่อาจจะเชื่อ และไม่ยอมเชื่อว่าเฟิ่งเซียวที่เขานึกว่าบาดเจ็บสาหัสไม่ฟื้น กลับ