นั้นได้อย่างไร?
ยิ่งไปกว่านั้น ยามนี้เฟิ่งเซียวหมดสติไม่ฟื้น ผู้เฒ่าเฟิ่งหายไปไม่รู้เบาะแส ตระกูลเฟิ่งมีเพียงคุณหนูใหญ่เฟิ่งคอยค้ำจุน แล้วนางจะลงมือกับมู่หรงป๋อได้เช่นไร?
คนไม่น้อยต่างคิดว่าที่มู่หรงป๋อสงสัยเช่นนั้นเป็นเพราะป่วยหนักมากเกิน มิเช่นนั้นภายใต้สถานการณ์ที่รู้แจ้งว่าจวนตระกูลเฟิ่งมีผู้แข็งแกร่งคอยพิทักษ์ ใครเล่าจะรวบรวมกำลังทหารทั้งเมืองมาล้อมโจมตีจวน? นี่เท่ากับเอาไข่กะเทาะหินรนหาที่ตายเองไม่ใช่หรือ?
คนของแต่ละตระกูลและกลุ่มอำนาจตามหลังไปยังจวนตระกูลเฟิ่ง พวกเขาไม่คิดจะร่วมด้วย แค่อยากไปดูสถานการณ์เสียหน่อยเพื่อยืนยันการคาดการณ์ในใจพวกเขา
ภายในจวนตระกูลเฟิ่งต่างจากข้างนอก ทุกอย่างเป็นปกติ เฟิ่งเซียวเก็บตัวฝึกบำเพ็ญไม่ออกมา ทุกอย่างในจวนมีเฟิ่งจิ่วคอยจัดการ ส่วนองครักษ์ในจวน เมื่อได้ยินข่าวก็ไปอารักขาแต่ละจุดในจวนก่อนแล้ว
ครั้งนี้พวกเขาไม่เฝ้าด้านนอก แค่อารักขาอยู่ด้านในจวน และเตรียมพร้อมต่อสู้
ส่วนเฟิ่งจิ่วยามนี้กำลังเช็ดขัดกริชอยู่ในเรือน เหลิ่งซวงกับเหลิ่งหวายืนอยู่ด้านหลังเธอ ยามนี้ด้านนอกมีเสียงปู้ดป้าดหลายเสียงดังมา ได้ยินเสียงนี้ มุมปากของสามคนในเรือนก็ยกขึ้นเล็กน้อยอย่างอดไม่ไหว ในดวงตามีรอยยิ้มที่ไม่อาจหักห้าม
“ห่างตั้งใกล้ยังได้ยินเสียงไม่ดีไม่งามนี่ ข้านึกว่าพวกเจ้าสองคนจะหลบอยู่ในห้องไม่ออกมาเสียแล้ว!” เฟิ่งจิ่วเงยหน้ามองไป สายตาไม่ได้จับจ้องร่างเจ้าตำหนักยมร