วกเรามาคุยกันเสียหน่อย”
เห็นเช่นนี้เจ้าตำหนักยมราชก็โล่งอกในใจ ใจที่หวั่นๆ ผ่อนคลายลงได้ในที่สุด บนใบหน้าเผยรอยยิ้มออกมา พยักหน้าแล้วมานั่งลงข้างโต๊ะ
อิ่งอีข้างๆ เห็นพวกเขากลับเป็นปกติ จึงถอยไปด้านข้างด้วยความเคารพ
เหลิ่งหวายกน้ำชาเข้ามา จากนั้นคอยปรนนิบัติอยู่ด้านหลังเฟิ่งเซียว พลางลอบพินิจมองชายหนุ่มชุดคลุมดำที่นั่งตัวตรงอย่างอยากรู้อ
“ไม่ทราบว่าท่านมีนามว่าอะไร?” เฟิ่งเซียวมองเจ้าตำหนักพลางถาม
“ท่านอาเฟิ่งเรียกข้าว่าโม่หานก็ได้” เขาพูดด้วยน้ำเสียงสบายๆ
“อ้อ โม่หาน!”
เฟิ่งเซียวพยักหน้า มองเขาแล้วถามอีกว่า “ท่านรู้จักกับเสี่ยวจิ่วได้อย่างไร? ทำไมข้าไม่เคยได้ยินนางเอ่ยถึงท่านเลย?” บุคคลเช่นนี้ ทำไมบุตรสาวเขาถึงไม่เคยเอ่ยถึง? ไม่ควรเลย!
“ข้าพบนางครั้งแรกบนถนนใหญ่ ตอนนั้น…” เจ้าตำหนักเล่าเรื่องการพบเจอและรู้จักกันของตนกับเฟิ่งจิ่วให้เฟิ่งเซียวฟัง แน่นอนว่าต้องระวังเลือก เล่าแค่สิ่งดีๆ เรื่องที่เขาลักพาตัวนางอะไรพวกนั้นไม่ต้องเอ่ยถึง
แม้เป็นครั้งแรกที่ทั้งสองพบกัน กลับพูดคุยกันไม่น้อยเลย หนำซ้ำยิ่งคุยยิ่งสนิทสนม เข้ากันได้จนน่าพอใจอย่างยิ่ง อิ่งอีกับเหลิ่งหวาข้างๆ ยังอดเหลือบมองไม่ได้
อีกด้านหนึ่ง เฟิ่งจิ่วที่อาบน้ำเรียบร้อยได้ยินเหลิ่งซวงบอกว่าเจ้าตำหนักยมราชไปที่เรือนของบิดา ก็นึกแปลกใจอยู่บ้าง เขาจะวิ่งโร่ไปเรือนท่านพ่อทำไมกัน? ไม่กลัวโดนถีบออกมารึ?
แต่ยามนี้เธอไม่มีอารมณ์ไปสนใจเร