ตรงประตูห้อง ฮุยหลางก็เดินเล่นลอยชายอยู่ในลาน มองตรงนี้นิดจับตรงนั้นหน่อย พลางส่งเสียงจิ๊จ๊ะ “นึกไม่ถึงจริงๆ ภูตหมอตอนสวมชุดผู้ชายสีแดงชั่วร้ายเช่นนั้น พอแต่งชุดผู้หญิงสีแดงก็ยังมีเสน่ห์ร้ายกาจได้ มิน่านายท่านถึงหลงเสียจนจิตใจเคลิบเคลิ้ม”
“เสน่ห์นายท่านก็ไม่น้อย! ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมพอเป็นภูตหมอเสน่ห์ของนายท่านถึงได้ผลไม่ถึงครึ่ง?” ฮุยหลางพูดอยู่ตรงนั้นคนเดียวเนิ่นนานก็ไม่เห็นอิ่งอีขานรับ จึงหันกลับไปมองเขา บอกว่า “ทำไมเจ้าไม่พูดอะไรเลย?”
อิ่งอียืนตัวตรงอยู่ที่ประตูห้อง หลังเหลือบมองเขาก็บอกว่า “เรื่องของนายท่านข้าไม่เคยพูดถึง”
“ถุย! เจ้านี่นะ!”
ฮุยหลางหลุดหัวเราะ เหมือนได้ยินเรื่องตลกอะไร ยามกำลังจะด่าอิ่งอิงก็เห็นร่างสีแดงตรงมาทางนี้ ดวงตาจึงเป็นประกายทันใด เร่งฝีเท้าวิ่งเข้าไปหา
“นี่! ภูตหมอ? คุณหนูใหญ่เฟิ่ง? ข้าควรเรียกอย่างไหนดี” ฮุยหลางจ้องนางด้วยดวงตาแวววาว เพียงรู้สึกว่าเหลือเชื่อ เห็นชัดๆ ว่าเป็นผู้หญิง ตอนนั้นพวกเขากลับไม่รู้ ช่างน่าแปลกจริงๆ
แต่นายท่านรู้ได้อย่างไรกันแน่ว่าภูตหมอเป็นผู้หญิง? คำถามนี้ติดอยู่ในใจเขามานานนัก ต้องหาโอกาสลองถามแล้วจริงๆ
เฟิ่งจิ่วชำเลืองมองฮุยหลาง เจ้าโง่นี่ ติดกับอยู่ในเงื้อมมือเธอหลายครั้งเพียงนั้น ทำไมเห็นเธอแล้วยังหน้าชื่นตาบ้านเช่นนี้อีก?
“นายท่านเจ้าล่ะ?” เธอมองไปในลานบ้าน นอกจากอิ่งอีที่ยืนอยู่หน้าประตูก็ไม่เห็นใครอื่นเลย
“นายท่านอยู่