ั้นรึ” เขาเลิกคิ้วขึ้นมา ถามด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
ได้ยินเช่นนี้ ฮุยหลางก็ปาดๆ เหงื่อตรงหน้าผาก มองขอความช่วยเหลือไปทางอิ่งอี เขาพูดไม่เก่งนี่! ไม่รู้ว่าทำไมเอ่ยคำดีๆ ไปมากมายเพียงนี้ นายท่านยังตอบมาด้วยประโยคเช่นนี้อีก?
อีกอย่าง เดิมทีนายท่านก็ไม่สบายใจอยู่แล้ว! ไม่เช่นนั้นหลังจากได้ยินข่าวที่พวกเขามารายงานและรู้ถึงความตั้งใจของรัชทายาทแคว้นเหินเวหา ไหนเลยจะวางงานในมือโดยไม่พูดไม่จา แล้วรีบแจ้นมาอย่างร้อนรน?
ทว่าคำพวกนี้เขาพูดได้หรือ? พูดไปจะโดนตีจนตายหรือไม่?
อิ่งอีเหลือบมองฮุยหลาง ก้าวเข้าไปแนะนำว่า “นายท่าน พวกเรายังห่างจากแคว้นแสงสุริยันอีกหนึ่งช่วงระยะทาง ออกเดินทางเสียตอนนี้ไม่ดีกว่าหรือ จะได้ถึงจวนตระกูลเฟิ่งเร็วหน่อย แล้วดูว่าภูตหมอมีแผนการเช่นไร”
นึกถึงสาวน้อยคนนั้นที่ยามนี้เหลือตัวคนเดียว นัยน์ตาเจ้าตำหนักยมราชก็ฉายประกายเล็กน้อย เจ็บปวดใจอยู่บ้าง ยามนี้จึงไม่คิดถือสาอะไรฮุยหลาง แต่เรียกพาหนะเหาะเหินออกมา และมุ่งไปยังแคว้นแสงสุริยันพร้อมกับพวกเขาสองคน…
ส่วนในจวนตระกูลเฟิ่ง ยามนี้เกิดความโกลาหลเล็กน้อย
“มีผู้บุกรุก!”
หลังจากเสียงตะโกนดังขึ้น สิ่งที่ตามมาคือเสียงผู้คนในจวนจับคนร้าย เสียงต่อสู้ดังมารางๆ ทว่าไม่นานนักเสียงนี้ก็เงียบลง สิ่งที่ปรากฏต่อมามีเพียงเสียงร้องอู้อี้และเสียงหมัดที่เหวี่ยงลงบนร่างกายจากฝ่ายเดียว
เมื่อกวนสีหลิ่นที่ดื่มสุรากับเฟิ่งจิ่วอยู่ในศาลาได้ยินการเ