ักผ่อน ไม่พบหน้าใคร”
ได้ยินเช่นนี้ สีหน้ามู่หรงอี้เซวียนพลันถมึงทึง กำลังจะก้าวเข้าไป ไหล่ก็ถูกใครกดไว้ ครั้นหันไปมองเล็กน้อยถึงเห็นเสด็จพ่อกดเขาผลักไปด้านหลัง ยิ้มพลางพูดกับชายวัยกลางคนว่า “เหอะๆ บุตรชายข้าชื่นชมองค์รัชทายาทมานาน พอได้ยินว่าองค์รัชทายาทมาถึงในวังจึงอยากมาคารวะ เกือบจะรบกวนเวลาพักผ่อนขององค์ชายรัชทายาทแล้ว”
สิ้นเสียง เขาหันกลับไปมองมู่หรงอี้เซวียนที่หน้าดำคร่ำเครียด ตะโกนเสียงเข้มว่า “ยังไม่รีบกลับไปอีก!”
“ข้ามีเรื่องจะคุยกับองค์รัชทายาท ใต้เท้าโปรดไปแจ้งให้ที” มู่หรงอี้เซวียนไม่สนใจเขา แต่มองยังชายวัยกลางคนผู้นั้น เอ่ยอย่างไม่หยิ่งผยองแต่ก็ไม่ถ่อมตัว
ได้ยินเช่นนี้ หลังชายวัยกลางคนชุดเทาเหลือบเห็นมู่หรงป๋อข้างๆ มีสีหน้าดูไม่ได้แล้ว สายตาก็หยุดลงบนร่างมู่หรงอี้เซวียน พินิจมองแล้วกล่าวอย่างไม่เกรงใจ “คืนนี้จัดงานเลี้ยงท่านจะได้พบเอง ถึงตอนนั้นมีสิ่งใดค่อยพูดคุยกัน ยามนี้รีบออกไปเสียเถอะ!”
“ทหาร! ส่งท่านอ๋องสามออกไปนอกวัง!”
มู่หรงป๋อแผดเสียงขึงขัง ทหารอารักขาจำนวนหนึ่งตรงเข้ามา กลับไม่กล้าลงไม้ลงมือกับเขา แต่พูดด้วยความเคารพ “ท่านอ๋องสาม เชิญพ่ะย่ะค่ะ!”
เห็นเช่นนี้ มู่หรงอี้เซวียนมีสีหน้าเคร่งเครียด จ้องมองไปด้านในแวบหนึ่งแล้วบอกเสียงเข้มว่า “ในเมื่อพบองค์รัชทายาทแคว้นเหินเวหาไม่ได้ เช่นนั้นไปแจ้งแทนข้าที เฟิ่งชิงเกอคุณหนูใหญ่แห่งจวนตระกูลเฟิ่งยังไม่เคยตอบรับการหมั้นห