นั้นจึงมีคนไม่น้อยมานั่งกินอาหารดื่มเหล้าในเหลาสุราที่อยู่ห่างจากจวนตระกูลเฟิ่งไม่ไกล อยากดูเสียหน่อยว่าคุณหนูใหญ่จวนตระกูลเฟิ่งจะแต่งตัวหรูหราไปร่วมงานเลี้ยงจริงหรือไม่?
ทว่า เมื่อท้องฟ้าค่อยๆ มืดลง ร้านค้าสองฝั่งถนนใหญ่จุดโคมไฟสีแดงส่องสว่างอยู่ด้านหน้าแล้ว ผู้คนกลับยังเห็นประตูจวนนั้นปิดสนิท ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ เลย
“เอ๋? ทำไมไม่เห็นคุณหนูใหญ่เฟิ่งออกมาเลย หรือว่านางเข้าวังไปแล้ว?”
“จะเป็นไปได้ยังไง เข้าวังต้องผ่านตรงนี้ อีกอย่างประตูยังไม่เคยเปิดออกเลย จะเข้าวังได้อย่างไร?”
“นางคงไม่ได้ไม่คิดจะไปร่วมงานเลี้ยงหรอกกระมัง?”
“คงไม่หรอก? ผู้ครองแคว้นให้คนมาแจ้งข่าว นางจะกล้าไม่ไปรึ?”
“เหอะๆ ทำไมจะไม่กล้า? นางเป็นลูกสาวแม่ทัพใหญ่เฟิ่งเซียว ลึกในกระดูกมีความแข็งแกร่งอาจหาญ ไม่แน่นางอาจไม่คิดจะไปร่วมงานจริงๆ”
ส่วนภายในพระราชวัง เมื่อท้องฟ้าค่อยๆ มืดลง งานเลี้ยงก็เริ่มขึ้น บรรยากาศกลับหนาวเย็นโดยตลอด ไม่ใช่เพราะสิ่งอื่นใด แต่เพราะถึงตอนนี้แล้วคนคนนั้นที่รัชทายาทแคว้นเหินเวหาอยากพบที่สุดก็ยังไม่มา ทำให้ผู้คนทั้งหลายที่มารับแขกด้วยกันต่างค่อนข้างนั่งไม่ติดภายใต้บรรยากาศอึดอัด
“เกิดอะไรขึ้น ข้าให้พวกเจ้าส่งคนไปเร่งแล้วไม่ใช่หรือ? ถึงเวลานี้ทำไมเฟิ่งชิงเกอยังไม่มาอีก?” มู่หรงป๋อมองขันทีข้างๆ ด้วยสีหน้าถมึงทึง ไฟโทสะในใจปั่นป่วน
ขันทีคนนั้นคุกเข่าลง บอกอย่างลนลาน “ผู้ครองแคว้นโปรดใจเย็น คุณ