า “พอรู้ว่าองค์รัชทายาทจะเสด็จมาเร็วๆ นี้ กระหม่อมจึงสั่งคนเตรียมตำหนักไว้ให้แต่เนิ่นๆ เพื่อให้พระองค์ได้พำนักอย่างสะดวกสบาย”
เนี่ยเถิงเหลือบมองตำหนักที่เข้าพักตามอำเภอใจ ไม่พูดอะไรมาก แต่มองมู่หรงป๋อพลางถาม “เรื่องที่ข้าส่งคนมาสู่ขอคุณหนูใหญ่จวนตระกูลเฟิ่ง เจ้าจัดการเป็นอย่างไรบ้าง?”
ได้ยินเช่นนี้ มู่หรงป๋อลนลานเอ่ย “เรื่องนี้ตอนที่พระองค์ส่งคนมา กระหม่อมบอกกับจวนตระกูลเฟิ่งแล้ว ยามนั้นเฟิ่งเซียวกับคุณหนูใหญ่เฟิ่งไม่ยินยอม ทว่าช่วงนี้ตระกูลเฟิ่งเกิดเรื่องขึ้นไม่น้อย เฟิ่งเซียวถูกลอบสังหารจนหมดสติ ผู้เฒ่าเฟิ่งก็หายตัวไป ยามนี้เหลือเพียงคุณหนูใหญ่เฟิ่งคอยดูแลคนเดียว จวนตระกูลเฟิ่งจึงสั่นคลอนใกล้ล้ม เวลานี้นางยังได้รับความโปรดปรานจากพระองค์ นางควรจะสำนึกบุญคุณเข้าไว้ รอให้ถึงงานเลี้ยงคืนนี้ กระหม่อมจะสั่งคนไปเชิญนางเข้าวังมาอยู่เป็นเพื่อนพ่ะย่ะค่ะ”
“อ้อ มีเรื่องเช่นนี้ด้วย?”
เมื่อคิดว่าสาวน้อยผู้ทรงเสน่ห์และงามเลิศคนนั้นกำลังเผชิญหน้ากับเรื่องเช่นนี้ ซ้ำยังต้องแบกรับวงศ์ตระกูลด้วยไหล่บอบบางของตน ใจก็สั่นไหวเล็กน้อยอย่างอดไม่ได้ ด้วยเหตุนี้จึงมองมู่หรงป๋อ ถามเสียงเข้มว่า “ตรวจสอบได้หรือไม่ว่าเป็นฝีมือใคร?”
มู่หรงป๋อปาดเหงื่อ ตอบว่า “ไม่เลยพ่ะย่ะค่ะ ยังไม่รู้ว่าเป็นฝีมือใคร แต่กระหม่อมเดาว่าน่าจะเป็นคนต่างแคว้น เฟิ่งเซียวเป็นถึงแม่ทัพใหญ่ของแคว้นแสงสุริยัน เดิมทีก็มีศัตรูอยู่ไม่น้อย”
“