ตาลงขานเรียกพร้อมประคองจิตใจให้มั่นคง
เฟิ่งจิ่วดึงสายตากลับแล้วเคลื่อนก้าวเดินเข้าเรือนไป ทุกคนในเรือนลุกยืนขึ้นขานเรียก “คุณหนูใหญ่มาแล้ว?”
“อืม” เธอยิ้มเล็กน้อย มองพวกเขาพลางเอ่ยถามทั้งรอยยิ้ม “กินกันหมดแล้วรึ?”
“เหอะๆ พวกเรากินดึกหน่อย ตอนนี้ยังไม่หิว คุณหนูใหญ่รีบเข้าไปเถอะ! นายท่านกำลังรออยู่ด้านใน” ชายวัยกลางพูดขึ้นยิ้มๆ ทำท่ามือเชื้อเชิญให้นาง
“ได้” เธอพยักหน้ารับแล้วเคลื่อนก้าวเดินเข้าไป
“เสี่ยวจิ่ว มานั่งตรงนี้สิ” เฟิ่งเซียวกวักมือเรียกส่งสัญญาณให้นางมานั่งข้างกาย ภายในห้องไม่มีคนอื่น มีเพียงเฟิ่งเซียวกับกวนสีหลิ่นและเหลิ่งหวาที่คอยอยู่ข้างๆ
กวนสีหลิ่นรินเหล้า กล่าวด้วยรอยยิ้ม “พ่อบุญธรรมให้คนเตรียมของที่เจ้าชอบกินไว้ ซ้ำยังหยิบเหล้าวิญญาณเข้ามา เสี่ยวจิ่วรีบนั่งลงชิมเหล้านี้ทีซิว่าเป็นยังไง”
“เจ้าค่ะ” เธอยิ้มพลางเดินมานั่งลงข้างโต๊ะ ได้กลิ่นหอมของอาหารบนโต๊ะใบหน้าก็เผยรอยยิ้มอิ่มเอมออกมา “กลับมาบ้ายังดีเสียกว่า อยู่ข้างนอกอยากกินของพวกนี้ก็หากินไม่ได้”
“ชอบก็กินเยอะๆ หน่อย เห็นช่วงนี้เจ้าวิ่งวุ่นอยู่ข้างนอกตลอด ร่างกายจึงซูบผอมไปมากนัก” เฟิ่งเซียวพูดจบก็คีบเนื้อชิ้นหนึ่งวางลงในชามนาง
“เจ้าค่ะ” เธอพยักหน้ารับ หยิบตะเกียบขึ้นมากิน
บนโต๊ะอาหารทั้งสามคนคุยแค่เรื่องครอบครัวไม่มีเรื่องอื่น หลังกินอาหารเสร็จอย่างรื่นเริงก็ให้เหลิ่งซวงเก็บอาหารไป ถึงจะนั่งพูดคุยจริงจังขึ้นมา
“เจ้