่นนี้แม้อยู่แคว้นอื่นก็ยังเป็นวงศ์ตระกูลที่ไม่มีใครกล้าระรานอย่างแน่นอน
ทว่าตอนนี้ในสายตาผู้คนนายท่านจวนตระกูลเฟิ่งคนหนึ่งหายตัวคนหนึ่งล้มป่วย ที่น่ายำเกรงจึงเหลือเพียงแปดคนนั้น
แช่ไปประมาณครึ่งชั่วยามถึงจะบิดผมให้แห้งแล้วลุกขึ้นมาสวมเสื้อผ้า เหลิ่งซวงยกชามข้าวต้มรังนกเข้ามา เฟิ่งจิ่วสั่งให้นางเฝ้าเรือนไว้ใครมาก็ไม่ขอพบ ก่อนจะยกข้าวต้มรังนกแวบตัวเข้าห้วงมิติไป
“หงส์ไฟน้อย”
เฟิ่งจิ่วเดินมาใกล้ เห็นเขาหลับใหลมานานถึงเพียงนี้ ตอนนี้ตื่นมาเห็นเธอกลับไม่ดีใจซ้ำยังถลึงตามอง จึงเลิกคิ้วขึ้นโดยฉับพลัน บอกอย่างยิ้มแย้มว่า “นึกว่าเจ้าไม่พบข้ามานานเพียงนี้ ตอนนี้เห็นข้าเข้ามาจะพุ่งเข้ามาหาเสียอีก!”
“เจ้ามันไร้ยางอาย” เขาพูดอย่างโมโหปึงปัง ใบหน้าเล็กปราณีตช่างจิ้มลิ้ม ดวงตาคู่สีดำสนิทจ้องนางอย่างมีความโกรธเคืองสามส่วนและความเขินอายอีกเจ็ดส่วน ดูแล้วน่ารักยิ่งนัก
“ข้าไร้ยางอายยังไงกัน?” เธอเอ่ยถามยิ้มๆ
“ดูเจ้าสิ สวมเสื้อผ้าเช่นนี้เข้ามา คอเสื้อก็ไม่ดึงทบปิดกัน นั่น…”
เด็กน้อยทนพูดต่อไปไม่ได้ ใบหน้าเล็กแดงก่ำเล็กน้อย ดวงตาคู่นั้นจ้องมองนางกลับทนมองคอเสื้อที่เปิดออกครึ่งหนึ่งไม่ได้ หน้าอกที่วับๆ แวมๆ นั้นแม้เขาเป็นสัตว์เทวะแต่ยังไงก็เป็นผู้ชาย! ไม่นึกว่าผู้หญิงคนนี้จะเข้ามาโดยไม่รู้จักอายเช่นนี้ เขาแสนจะละอายใจแทน
ได้ยินเช่นนี้เฟิ่งจิ่วก็ผงะไป ก้มหน้าเหลือบมองตนเอง จากนั้นจึงส่งเสียงหัวเราะลั่น “