ับ”
ได้ยินเช่นนี้เฟิ่งจิ่วก็หัวเราะ ตั้งแต่ตอนที่เข้ามาครั้งแรกก็เห็นว่าชายชราคนนั้นไม่ธรรมดา กลิ่นอายบนร่างเขาเก็บไว้เสียจนสะอาดหมดจด แม้ไม่รู้ว่าเขาฝึกบำเพ็ญสูงแค่ไหนกันแน่ นานถึงเพียงนี้แล้วยังเห็นสงบเงียบไม่ก่อเรื่องมาตลอดจึงไม่ไปสนใจและปล่อยเขากวาดพื้นอยู่ตรงนั้นต่อไป
“พวกเจ้าฝึกบำเพ็ญอยู่ที่นี่ต่อไปเถอะ! หยางหยางสบายดี ท่านพ่อข้าเชิญคนมาสอนเขียนอ่านหนังสือ ซ้ำเขายังสอนพวกการฝึกวิชาเบื้องต้นให้ด้วย รอวรยุทธ์พวกเจ้าสูงอีกหน่อยเมื่อเดินเหินตามใจชอบโดยไม่กลัวแสงแดดได้ถึงเวลานั้นค่อยไปหาเขาที่จวนตระกูลเฟิ่ง”
ได้ยินคำพูดนี้พวกเขาก็มองหน้ากันด้วยความสุขใจ บอกเฟิ่งจิ่วว่า “ขอบคุณนายท่านมากที่เลี้ยงดูหยางหยาง พวกเราจะขยันฝึกบำเพ็ญอย่างแน่นอน”
เฟิ่งจิ่วพยักหน้าถึงจะลุกขึ้นเดินออกไป เพิ่งเดินออกจากเรือนก็เห็นชายชราที่สวมชุดสีเทาถือไม้กวาดยืนอยู่ไม่ไกล เห็นเช่นนี้รอยยิ้มตรงริมฝีปากเธอก็ลึกขึ้นเล็กน้อยแล้วเคลื่อนก้าวเดินเข้าไป
“มีธุระอะไรรึ?”
เธอหยุดฝีเท้าลงตรงหน้าเขาพลางถามไป ในใจอยากรู้อยากเห็นอยู่บ้างว่าเขาเป็นใคร? ทำไมถึงเต็มใจเป็นคนกวาดพื้นอยู่ที่นี่เงียบๆ?
ชายชรามองนาง จากนั้นจึงหรี่ตาลงบอกว่า “แม่นางเพิ่งกลับมา คงไม่รู้ว่าช่วงนี้คนกำลังบอกกันว่าผู้เฒ่าตระกูลเฟิ่งหายตัวไป”
ได้ยินเช่นนี้เฟิ่งจิ่วก็สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย “เรื่องเกิดขึ้นเมื่อไหร่?”
………………………………………………….