อน หลังจากการต่อสู้วันนั้นในใจก็อยากได้มันมาตลอด
ได้คำพูดสองคนนี้ มู่หรงป๋อตะลึงเล็กน้อย “ต้องการม้าตัวนั้น? ตามที่ข้ารู้มา ม้าที่ชื่อเหล่าไป๋ตัวนั้นเฟิ่งชิงเกอเป็นคนพากลับมาตอนออกไปฝึกฝนวิชา หากอยากให้นางมอบให้เกรงว่าจะเป็นไปไม่ได้นัก”
ตั้งแต่การต่อสู้วันนั้นเขาก็รู้ว่าม้าตัวนั้นไม่ธรรมดา ถึงอย่างไรไม่นึกว่าผู้แข็งแกร่งระดับบรรพชนนักรบขั้นสูงสุดสองคนจะถูกสองกีบเท้ามันเตะกระเด็น ลองถามว่าม้าทั่วไปจะมีความสามารถเช่นนี้รึ?
แต่ผู้ครองแคว้นที่สง่างามเช่นเขาต้องไปแย่งชิงม้าตัวหนึ่ง คำพูดนี้ช่างพูดออกมาได้ยากนิดหน่อยจริงๆ
“เฟิ่งเซียวล้มลงจวนตระกูลเฟิ่งเหลือเพียงผู้เฒ่าเฟิ่งกับเฟิ่งชิงเกอ สองคนนี้คนหนึ่งชราคนหนึ่งเด็ก ตาเฒ่าคนนั้นขี้หลงขี้ลืมอยู่บ้าง ซ้ำคนเด็กยังไม่มีพลังอะไรเลย รอผ่านไปหลายๆ วันแม้แต่จวนตระกูลเฟิ่งก็เกรงว่าพวกเขาจะป้องกันไว้ไม่อยู่ แล้วจะรักษาม้าตัวเดียวไว้ได้เช่นไรพะยะค่ะ?”
“ยามนี้หากท่านผู้ครองแคว้นยากจะเอ่ยปาก งั้นก็รอไปอีกสักพักก่อนดีกว่า กระหม่อมรู้สึกว่า หากท่านเอ่ยปากถึงเวลานั้นเฟิ่งชิงเกอจะไม่กล้าไม่ทำตาม ถึงอย่างไรเฟิ่งเซียวล้มลงยามนี้ก็ไม่เหมือนวันก่อนๆ แล้ว”
ได้ยินคำพูดนี้ ใจมู่หรงป๋อสั่นไหวเล็กน้อย เอ่ยยิ้มๆ ว่า “ก็ได้ งั้นประวิงเวลาไปก่อน รอถึงคราที่มีโอกาสเหมาะสมข้าจะต้องนำม้าตัวนั้นมาส่งให้ทั้งสองท่านแน่นอน”
“เช่นนี้ต้องขอขอบพระทัยท่านผู้ครองแคว้นก่อนแล้ว”