งหวาเฝ้าอยู่ ส่วนเฟิ่งเซียวที่นอนอยู่บนเตียงก็ยังคงหมดสติ
“นายท่าน” เหลิ่งหวาเห็นนางจึงคารวะด้วยความเคารพแล้วถอยไปข้างๆ
เฟิ่งจิ่วนั่งลงข้างเตียง หลังจับชีพจรท่านพ่อสักพักก็หยิบเข็มเงินออกมาจากห้วงมิติมาแก้จุดชีพจรสองสามแห่งที่โนเธอปิดเอาไว้ เวลาประมาณครึ่งก้านธูปเฟิ่งเซียวที่เดิมเคยหมดสติจึงค่อยๆ ลืมตาขึ้น
ผู้เฒ่าเห็นเช่นนี้ท่าทางมีความระรื่นที่ไม่อาจปกปิด ดวงตาแดงน้อยๆ มองที่เฟิ่งจิ่ว ก้อนหินที่หนักอึ้งในหัวใจในที่สุดก็วางลงได้
เช้านี้แม่หนูเฟิ่งบอกเขาว่าท่านพ่อฟื้นแล้ว ตอนเขาเข้ามาดูเฟิ่งเซียวกลับหลับสนิทไปอีก จากนั้นเห็นแม่หนูเฟิ่งใช้เข็มเงินแทงลงไปบนร่างเขาสองสามเข็ม ถึงจะเห็นเขาหมดสติไปจนกระทั่งทุกคนเข้ามาเยี่ยมในจวน
ตอนนั้นแม้เขาไม่เห็นเฟิ่งเซียวฟื้นขึ้นมาด้วยตาตัวเอง แต่ก็เชื่อคำแม่หนูเฟิ่งจึงทำไปตามคำนางว่า ตอนนี้เห็นลูกชายที่หมดสติไม่มีฟื้นตื่นขึ้นมา ความตื่นเต้นในใจแค่คิดก็รู้แล้ว
“เฟิ่งเซียว เจ้าทำพวกเราตกใจแทบตาย” ผู้เฒ่าพูดอย่างสะอึกสะอื้นแต่กลับโล่งอกโล่งใจ
เฟิ่งเซียวอ้าปากจะพูดอะไร ลมหายใจกลับยังอ่อนแรกเล็กน้อยอยู่บ้าง แค่ขยับริมฝีปากโดยไม่มีเสียง
“ท่านพ่อ ท่านว่างใจเถอะ ค่อยๆ รักษาตัวร่างกายก็จะดีขึ้น” เฟิ่งจิ่วพูดเสียงเบา บอกว่า “แม้อาการบาดเจ็บบนร่างจะหนักมาก แต่พอคนฟื้นมาทั้งหมดจะง่ายขึ้น ขอแค่รักษาตัวไปช้าๆ อีกหนึ่งเดือนให้หลังคงลงจากเตียงไปเดินได้แล้วเจ้าค่ะ”
อ