ข้าน้อยจึงไม่ให้เขาเข้ามา ยังคอยอยู่นอกประตูขอรับ!”
ในขณะที่ผู้เฒ่ายังลังเลว่าจะรับยานี้ไว้ดีหรือไม่เสียงกวนสีหลิ่นก็ลอยมาจากในห้อง “เหลิ่งหวา เข้ามาทีสิ”
เหลิ่งหวาขานรับ หลังให้ท่านผู้เฒ่ายืนเรียบร้อยถึงจะเข้าไปในห้องอย่างรวดเร็ว ไม่นานนักก็ออกมาอีกครั้งแล้วกระซิบแนบข้างหูท่านผู้เฒ่าเพียงไม่กี่ประโยค
“เช่นนี้แล้วกัน! เจ้าเชิญเขามาห้องโถงใหญ่ ข้าจะลองไปดู” ผู้เฒ่าพูดจบก็ส่งสัญญาณให้พ่อบ้านเชิญคนเข้ามา
ทว่าพ่อบ้านกลับไม่ไป แต่ลังเลไปพักหนึ่ง ถามว่า “ท่านผู้เฒ่า ท่านอ๋องสามก็คอยอยู่หน้าประตู เรื่องนี้… ต้องให้เขาเข้ามาหรือไม่ขอรับ?”
“ให้เขากลับไปก่อน บอกว่ายามนี้ในจวนไม่ว่างต้อนรับคน ใคนมาก็ไม่พบทั้งนั้น” ผู้เฒ่าพูดพลางโบกๆ มือ
“ขอรับ” พ่อบ้านขานรับถึงจะไปยังด้านนอก
“เจ้าอยู่ก่อนเถอะ! คอยดูว่าต้องช่วยเหลืออะไรไหม” ผู้เฒ่าบอกกับเหลิ่งหวาให้สัญญาณเขาอยู่ต่อ ขณะตนกำลังเดินออกเรือนไปฝีเท้าก็ชะงักลง เอ่ยกับเหล่าทหารอารักขาที่เฝ้าอยู่รอบๆ เรือนว่า “เรื่องที่คุณหนูใหญ่กลับมาไม่ต้องให้ใครรู้”
ทหารอารักขาผงะไปกลับยังคงขานรับอย่างพร้อมเพรียง “ขอรับ!”
เพราะในเรือนนี้มีพวกเขาเฝ้าไว้ข้ารับใช้ในเรือนจึงไม่สามารถเข้ามาด้านนี้ได้ ด้วยเหตุนี้เรื่องที่คุณหนูใหญ่กลับมาเมื่อครู่เดาว่าคงมีแค่คนของพวกเขาตรงนี้เท่านั้นที่รู้
หน้าประตูใหญ่จวนตระกูลเฟิ่ง
เพราะเฟิ่งเซียวเกิดเรื่อง ข่าวแพร่สะพัดราวกับขนนกที่ลอ