ารณ์ที่ไม่อาจฟื้นคืนตลอดไป?”
“นั่นก็ไม่มีเหตุผลที่จะเลือกลูกสาวข้าไปเป็นพระชายารอง! ยิ่งไปกว่านั้น ข้าให้สัญญาไว้แล้วว่าจะให้นางตัดสินใจเรื่องแต่งงานเอง ใครก็ก้าวก่ายไม่ได้!”
เห็นเขาเริ่มพูดจาไม่เหมาะสมก็คุยกันไม่รู้เรื่องโดยสิ้นเชิง สมุหนายกพิจารณาว่าตนล้วนพูดคำดีๆ ไปหมดแล้ว แต่คุยกับเฟิ่งเซียวคนนี้ก็เหมือนสีซอให้ความฟัง ตอนนี้จึงไม่สนใจ กล่าวว่า “ในเมื่อลูกสาวท่านไม่อยู่บ้าน งั้นท่านรับราชโองการไว้ก็เหมือนๆ กัน”
พูดจบก็เปิดราชโองการออกจะอ่านออกเสียง ใครจะคาดคิดว่าการกระทำนี้ทำให้เฟิ่งเซียวยิ่งขุ่นเคืองเสียจนเข้าไปดึงคอเสื้อเขายกขึ้นมาโดยไม่บอกไม่กล่าว
“เฟิ่งเซียว! นี่เจ้าทำอะไร? ปล่อยข้าลงเร็วเข้า!”
กำลังเขาสู้เฟิ่งเซียวไม่ได้ ยามนี้ร่างกายถูกดึงคอเสื้อยกขึ้นอย่างกะทันหัน สองขาลอยพื้นลำคอโดนคอเสื้อรัดเสียจนหายใจไม่ค่อยออกสีหน้าก็แดงก่ำตามมา สองแขนปัดป่ายขัดขืนแต่กลับตีไม่ถึงตัว
“ข้าบอกแล้วว่าไม่รับราชโองการนี้ เจ้ายังกล้าประกาศอีก?”
เฟิ่งเซียวด่าทออย่างโมโหเดือดดาล ดึงคอเสื้อหิ้วเขาก้าวยาวเดินไปข้างนอกแล้วโยนออกประตูใหญ่จวน “ไสหัวกลับไปซะ! หากกลับมาอีกข้าจะหักขาเจ้า!”
พอสิ้นเสียงประตูใหญ่จวนก็ปิดลงดังปัง เหลือไว้เพียงเหล่าผู้ติดตามที่ถูกไล่ออกมาและยังตกตะลึง
“เฟิ่งเซียว! เจ้า เจ้าคนบ้าบิ่น! ข้าจะรายงานเรื่องเจ้าต่อหน้าผู้ครองแคว้นแน่!”
สมุหนายกที่ทรุดนั่งอยู่บนพื้นเสื้อคลุมล้วนถู