นี้เอง ประตูใหญ่ที่เคยปิดสนิทก็เปิดออก ผู้เฒ่าเฟิ่งออกมารับหน้าด้วยสีหน้าเปื้อนรอยยิ้มที่มีเจตนาขออภัยบางส่วน ส่วนเฟิ่งเซียวที่บึ้งหน้าก็ตามหลังเขาไปพร้อมก้มหัวลงเล็กน้อย ท่าทางพร้อมรับการสอนสั่ง
“โธ่! ต้องโทษกระหม่อมแล้ว กระหม่อมให้เฟิ่งเซียวเฝ้าประตูไว้ไม่ให้ใครเข้ามา นึกไม่ถึงจริงๆ ว่าแม้แต่ท่านผู้ครองแคว้นก็ตกใจ ซ้ำยังปฏิเสธท่านให้อยู่หน้าประตู เสียมารยาทจริงๆ” ผู้เฒ่าเฟิ่งพูดพร้อมประสานมือขออภัยอยู่ร่ำไป พลางเดินเข้ามาต้อนรับถึงเบื้องหน้าท่านผู้ครองแคว้น
“ท่านผู้ครองแคว้น ขอท่านรีบเข้าไปด้านในเถิดพะยะค่ะ” ผู้เฒ่าเฟิ่งทำท่ามือเชื้อเชิญ แล้วหัวตัวไปด้านข้างเล็กน้อยเพื่อให้เขาเข้าก่อน
มู่หรงป๋อกวาดมองเฟิ่งเซียวทั้งหน้าดำคร่ำเครียด สะบัดแขนเสื้อส่งเสียงหึหนักๆ ถึงจะสาวก้าวเดินเข้าไป
ผู้คนบริเวณไม่ไกลเห็นภาพเช่นนี้ก็มีท่าทางแปลกใจไปเพียงชั่วครู่ มีคนปรี่เข้ามาเรียกท่านผู้เฒ่าเฟิ่งที่กำลังจะสาวก้าวเดินเข้าไปไว้
“เดี๋ยวก่อนท่านผู้เฒ่า”
ผู้เฒ่าหันตัวกลับไปมองยังชายวัยกลางคนสองท่านที่มาด้านหลัง เห็นเป็นผู้นำเหล่าตระกูลใหญ่ในเมืองอวิ๋นเยวี่ยทั้งสองท่านจึงผุดรอยยิ้มเอ่ยถาม “ผู้นำตระกูลทั้งสองมีธุระอะไรรึ?”
ได้ยินคำพูดนี้ ทั้งสองก็แอบนินทาอยู่ในใจ ‘พูดเช่นนี้รู้ดีแต่จงใจถามไม่ใช่หรือ? พวกเขาเกิดเรื่องอะไรขึ้นเขาจะไม่รู้ได้หรือ?’
แม้เป็นเช่นนี้ กลับยังพูดด้วยใบหน้าที่มีรอยยิ้มจางๆ “เป็นแบบ