ำให้เขาเฝ้าชมราวกับเป็นเรื่องสนุกอย่างหนึ่ง
สองคนเบื้องหน้าขี่ม้าเดินอยู่ จนกระทั่งออกประตูเมืองไป สองคนด้านหลังก็ยังคงตามมา ที่แตกต่างคือหลังออกจากประตูเมือง ทั้งสองต่างขี่กระบี่เหาะตามหลังห่างจากเฟิ่งจิ่วไม่ถึงสิบเมตร
เฟิ่งจิ่วไม่เอาเขามาเป็นเรื่องเป็นราว เหลิ่งซวงก็ไม่ไปสนใจอีก เพราะอีกฝ่ายแค่ตามมา ไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่านี้ ทว่าแม้เป็นเช่นนี้ นางที่ควรระวังตัวจึงยังระแวดระวังอยู่
เช่นนี้เอง การเดินทางจึงเดินหน้าไปด้วยแบบแผนที่แปลกประหลาด เฟิ่งจิ่วด้านหน้ายกมือขึ้นทัดเส้นผมที่ลู่ตกอยู่ข้างแก้มไว้หลังหู สัมผัสถึงสายลมอ่อนที่พัดมารับหน้า ในดวงตาฉายประกายจางๆ มุมปากยกยิ้มแปลกๆ ขึ้นบางๆ อย่างที่ไม่อาจสังเกตเห็น
เวลาผ่านมาประมาณครึ่งก้านธูป ทันใดนั้น ด้านหลังมีเสียงของหนักหล่นกระแทกพื้นสองเสียง รวมถึงเสียงร้องอู้อี้อีกสองเสียงดังมา
“ตุบ! ตุบ!”
“อั่ก!”
เหลิ่งซวงสังเกตด้านหลังอยู่ตลอด ด้วยเหตุนี้เมื่อเห็นกระบี่บินที่ร่อนอยู่ร่วงลงมาจากกลางอากาศสูงกว่าสองเมตรอย่างสิ้นท่าโดยไม่ทันตั้งตัว ก็อดไม่ได้ที่จะแปลกใจอยู่บ้าง
นางมองไปทางเฟิ่งจิ่ว เมื่อเห็นรอยยิ้มตรงริมฝีปากนั้นถึงได้เข้าใจว่าที่แท้เป็นฝีมือของนายท่านเอง
“นายท่าน ท่าน ท่านไม่เป็นไรใช่ไหมขอรับ?”
ชายวัยกลางคนสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย เพราะกลิ่นอายพลังวิญญาณทั่วร่างพลันหายไปจึงรู้สึกตื่นตระหนกยิ่งนัก หลังร่วงลงพื้นมาแทบไม่สนใจว่าบนตัวจะเ