าณหนึ่งชั่วยามฤทธิ์ยาก็จางไป พลังวิญญาณทั่วร่างถึงจะฟื้นคืนกลับมา
“นายท่าน พวกเราจะกลับไปแคว้นเหินเวหาก่อนไหมขอรับ?” ชายวัยกลางคนมองเขาพลางถาม
ชายหนุ่มครุ่นคิดเล็กน้อย สักพักก็บอกว่า “อืม กลับไปก่อน แล้วค่อยส่งคนมาตรวจสอบตัวตนสาวน้อยคนนั้นเสียหน่อย”
“ขอรับ”
ชายวัยกลางคนตอบรับช่วยไม่ได้ แม้คิดว่าไม่ไปยุ่งกับสาวน้อยคนนั้นจะดีกว่า แต่ยังไงก็เป็นความสนใจของคุณชาย จึงทำได้เพียงจัดการตามคำสั่งเขา
ทางอีกด้านหนึ่ง
เหลิ่งซวงเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจอยู่บ้าง “นายท่าน ท่านใช้ยาไปตั้งแต่เมื่อไหร่เจ้าคะ? ทำไมข้าไม่เห็นเลย?” ตอนนั้นคนด้านหลังจ้องนางอยู่ตลอด งั้นจะลงมือโดยที่ไม่ถูกสังเกตได้ยังไง?
เฟิ่งจิ่วยกมุมปาก ยิ้มบอกว่า “หากให้เจ้าเห็น จะทำให้พวกเขาสองคนติดกับได้อย่างไร?”
เธอมองที่เส้นทางด้านหน้า เอ่ยว่า “หลังถึงเมืองอวิ๋นเยวี่ยเจ้านำไม้วิญญาณไปยังเวิ้งสวนท้อ ให้พวกเขาเฝ้าอยู่ที่นั่น นอกจากนี้ ก็เรียกน้องชายเจ้ากลับจวนมาด้วย”
ได้ยินเช่นนี้ บนใบหน้าเหลิ่งซวงจึงเผยรอยยิ้มจางๆ ออกมา “เจ้าค่ะ” นึกถึงน้องชายในใจนางก็อ่อนโยนขึ้น
เที่ยวเล่นมาครึ่งทาง ใช้เวลาประมาณครึ่งเดือนพวกเธอถึงจะมาถึงเมืองอวิ๋นเยวี่ย หลังเข้าเมืองอวิ๋ยเยวี่ย เฟิ่งจิ่วกับเหลิ่งซวงก็แยกทางกัน เหลิ่งซวงขี่ม้าตรงไปยังเวิ้งสวนท้อ ส่วนเธอขี่เหล่าไป๋พาหยางหยางกับฉิวฉิวไปจวนตระกูลเฟิ่ง
เพราะเหล่าไป๋ไม่ยอมให้ฉิวฉิวขี่บนหัว ด้วยเหตุนี้ฉิวฉิ