ล้วกัน! ยังไงฟ้าก็จะสว่างแล้ว ออกเดินทางไปกันเลยเถอะ!”
พูดจบ เธอมายังด้านนอก เหลิ่งซวงกอดหยางหยางที่หลับสนิทคอยอยู่ข้างๆ เหล่าไป๋ ฉิวฉิวที่นอนอยู่บนม้าก็ชำเลืองมองพวกเขาอย่างเกียจคร้าน ก่อนจะหลับตาลงนอน
เฟิ่งจิ่วหยิบเรือเหาะออกมาโยนขึ้นกลางอากาศ ครั้นเรือเหาะขยายใหญ่ จึงบอกกับเหลิ่งซวง “พาหยางหยางเข้าไปห้องปีกด้านในก่อน”
“เจ้าค่ะ” เหลิ่งซวงขานรับ ขึ้นเรือเหาะไปก่อน หลังวางหยางหยางลงเรียบร้อยก็ลงมาปิดตาม้าและนำมันมาผูกไว้บนเรือเหาะ จากนั้นค่อยพาเหล่าไป๋ขึ้นไปด้วย
เมื่อเหล่าคนตระกูลเจ้าเห็นเรือเหาะลำนั้นก็กลืนน้ำลายโดยพลัน เป็นถึงเรือเหาะ ซ้ำยังเป็นเรือเหาะที่หรูหราเช่นนี้ นายท่านผู้นี้ที่พวกเขาติดตามมีที่มาเช่นไรกันแน่?
“พวกท่านเข้าไปในไม้วิญญาณเสีย!” เฟิ่งจิ่วให้สัญญาณ ให้พวกเขากลับเข้าไปในไม้วิญญาณ
ทั้งสี่ขานรับแล้ว ถึงจะกลายเป็นลำแสงสี่สายเข้าไปในไม้วิญญาณ ปล่อยให้เฟิ่งจิ่วพาขึ้นเรือเหาะตรงไปยังแคว้นแสงสุริยัน…
สองวันให้หลัง เพราะเรือเหาะสะดุดตาเกินไป เมื่อมาถึงเมืองรอบนอกชายแดนแคว้นแสงสุริยัน เฟิ่งจิ่วจึงเก็บเรือเหาะหงส์เหิน ขี่ม้าเข้าไปในเมืองกันสามคน คิดว่ายังไงก็มีเวลา จึงไม่ต้องรีบกลับเมืองอวิ๋นเยวี่ยเสียประเดี๋ยวนี้
ทั้งสามเข้าเมืองมา คิดว่าอยู่ในอาณาเขตแคว้นแสงสุริยันกันแล้ว ดังนั้นจึงหาที่เปลี่ยนไปสวมชุดผู้หญิง ให้หยางหยางซื้อเสื้อผ้าสองสามชุด ถึงจะไปยังทิศทางเมืองอวิ๋นเย