กลับแปลกใจอยู่บ้าง เธอที่นั่งอยู่บนหลังเหล่าไป๋ดึงเชือกบังเหียนม้า มองสถานที่ตรงหน้า ดวงตาเป็นประกายน้อยๆ
เหลิ่งซวงที่ไล่ตามมาจากด้านหลังมายังข้างกาย เห็นนางหยุดอยู่ไม่เดินหน้า มองยังบ้านสองหลังนั้นที่เปิดไฟไว้ จึงกล่าวอย่างระมัดระวัง “นายท่านคอยอยู่ตรงนี้สักครู่ ข้าจะไปสำรวจก่อนเจ้าค่ะ” ก่อนพลิกตัวลงจากม้าเดินไปทางด้านนั้น
“ข้าจะไปกับเจ้า”
เฟิ่งจิ่วพลิกตัวลงพื้น จูงเหล่าไป๋เดินลงไป ทว่าเหล่าไป๋กลับเหมือนไม่ค่อยอยากเข้าไป ส่งเสียงร้องสองสามครั้ง กระทืบกีบม้าลงบนพื้นอย่างกระสับกระส่าย
เฟิ่งจิ่วยิ้มเล็กน้อย ลูบหัวปลอบมันเบาๆ พลางพูดเสียงอบอุ่นว่า “ไม่เป็นไร ตามมาเถอะ!”
เห็นเช่นนี้ เหล่าไป๋ถึงจะตอบรับเบาๆ แล้วตามไปข้างกายนางอย่างว่าง่าย
ส่วนฉิวฉิวที่นอนอยู่บนหลังม้ายามนี้หรี่ตาลง สายตามองไปบนร่างเฟิ่งจิ่ว และมองไปทางบ้านสองหลังนั้นพักหนึ่ง ก่อนจะตามเข้าไปโดยไม่ส่งเสียงอะไร
ตรงนี้มีแค่บ้านสองหลัง ด้านในเปิดไฟไว้ อาจเพราะปกติไม่ค่อยเห็นคนนอกมาเยือนนัก เด็กชายอายุราวสี่ห้าขวบที่นั่งเล่นก้อนหินอยู่หน้าประตูจึงกะพริบตามองเฟิ่งจิ่วในชุดแดงกับเหลิ่งซวงที่สวมชุดดำจูงม้าเดินเข้ามาด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เขาลุกขึ้นวิ่งเข้าเรือนไปทันที ตะโกนลั่นว่า “ท่านพ่อ ท่านแม่! มีคนมา มากันสองคน”
“ฮี้! ฮี้!”
เหล่าไป๋พ่นลมออกมาจากสองรูจมูก กระทืบเท้าอย่างหงุดหงิดเล็กน้อย ดึงหัวเบาๆ จะลากเฟิ่งจิ่วออกไป
เห็นท่