ญิงสาวเห็นเช่นนี้ก็เผยท่าทางรักใคร่เอ็นดู ลูบศีรษะลูกชาย บอกกับเหลิ่งซวงและเฟิ่งจิ่วว่า “เชิญทั้งสองท่านเข้ามาเถิด บ้านข้าซอมซ่อ หากมีตรงไหนดูแลไม่ทั่วถึง หวังว่าจะไม่ถือสา”
นางเปิดประตูออก หันข้างทำท่ามือเชื้อเชิญ เพราะประตูเรือนเปิดออก เฟิ่งจิ่วกับเหลิ่งซวงจึงเห็นว่าบนโต๊ะกลางห้องมีเพียงตะเกียงน้ำมันที่ยังคงแสงสว่างไว้
“เช่นนี้คงต้องขอรบกวนด้วย”
เฟิ่งจิ่วประสานมือคารวะ ให้เหลิ่งซวงล่ามเหล่าไป๋กับม้าตัวนั้นไว้ด้านนอกแล้วถึงจะเข้าเรือนไป
ภายในแม้จะซอมซ่อ กลับเก็บกวาดได้เรียบร้อยมาก แต่อาจเพราะมีแสงแดดส่องเข้ามาน้อย ในบ้านจึงหนาวเย็นนิดหน่อย และยิ่งชัดเจนขึ้นเป็นพิเศษในตอนกลางคืน
“พี่ชาย ท่านอยากดื่มน้ำไหม?”
เด็กชายปีนขึ้นบนเก้าอี้มองที่เฟิ่งจิ่ว ชี้ยังกาน้ำบนโต๊ะพลางพูด “ในนี้มีน้ำอยู่ หยางหยางกระหายน้ำก็มีให้ดื่ม”
สายตาเฟิ่งจิ่วกำลังจับจ้องบนร่างหญิงสาวผู้นั้น เห็นว่าฝีเท้าแผ่วเบาเดินไปด้านหลัง ท่วงท่าอ่อนโยนย่างก้าวอ่อนช้อย สิ่งที่เผยออกมาจากกิริยาท่าทางคือการอบรมสั่งสอนที่ดี เพียงคิดก็รู้ได้ว่าต้องไม่ใช่หญิงชาวบ้านทั่วไป
แต่ในสถานที่เช่นนี้ ทำไมถึงมีคนแบบนี้อยู่ได้?
เธอดึงสายตากลับมา ตั้งมั่นดวงจิตมองเด็กชายตรงหน้าที่แม้กระปรี้กระเปร่า ทว่าใต้ตากลับดำคล้ำ ถอนใจอยู่ในใจเบาๆ และถามว่า “เจ้าชื่อหยางหยางรึ ปีนี้อายุเท่าไหร่แล้ว?”
“ขอรับๆ ข้าชื่อหยางหยาง พี่ชาย วันนี้เป็นวันเกิดอายุค