วน้อยตบอกถลึงมองมาอย่างไม่สบอารมณ์ จึงเลิกคิ้วเบาๆ มุมปากยกขึ้นน้อยๆ น้ำเสียงทุ้มต่ำแฝงแววขำขันที่ยากจะสังเกต
“เจ้าใจกล้าได้แค่นี้เองรึ?”
เฟิ่งจิ่วพลิกตัวลงจากเตียง ดึงกระชับเสื้อผ้าบนร่างพลางเดินออกไปนอกห้อง ถามว่า “ท่านมาทำอะไรอีก?”
เธอมาข้างโต๊ะและรินน้ำดื่ม เหมือนนึกอะไรได้จึงเปิดประตูมองออกไป เมื่อเห็นเหลิ่งซวงยืนอยู่ในลานบ้านโดนจี้จุดลมปราณไว้อย่างเห็นได้ชัด แม้แต่พูดก็ยังพูดไม่ออก อดไม่ได้ที่จะถอนใจ เดินออกไปด้านนอกแล้วช่วยนางคลายจุด
“นายท่าน เขา…”
“เอาเถอะ ทีหลังเห็นเขาไม่ต้องขวาง เจ้าขวางเขาไม่ได้หรอก เจ้าไม่ต้องคอยอยู่ตรงนี้แล้ว ไปก่อนเถอะ!” เธอโบกๆ มือ สื่อให้นางออกไปก่อน
“เจ้าค่ะ” เหลิ่งซวงมองไปที่เจ้าตำหนักยมราช ก่อนจะหันตัวจากไป
เห็นนางนั่งลงในสวนลานบ้าน เจ้าตำหนักเดินออกมานั่งอยู่ตรงข้ามกัน มองนางแวบหนึ่ง ทำท่าทางหยิ่งผยองพลางกล่าวเสียงเข้ม “ข้าจะมาถาม เม็ดยาที่เจ้าช่วยปรุงให้ข้ามีอะไรต้องหลีกเลี่ยงหรือไม่?”
“อุ๊บ!”
ได้ยินคำพูดนี้ เฟิ่งจิ่วยังไม่ทันเอ่ยปาก ฮุยหลางกับอิ่งอีที่หลบอยู่บนต้นไม้ได้ยินแล้วหลุดหัวเราะอย่างกลั้นไว้ไม่อยู่ พอสิ้นเสียงถึงพบว่าไม่ค่อยเหมาะสมนัก จึงรีบร้อนปิดปาก ทว่าเสียงนี้หลุดออกมา สองคนนั้นที่ข้างโต๊ะหินในสวนก็ได้ยินแล้ว
เฟิ่งจิ่วเหลือบมองเจ้าตำหนักยมราช ก่อนจะมองไปบนต้นไม้ “ท่านพาลิ่วล้ออีกสองคนมาด้วยรึ?”
เจ้าตำหนักตอนนี้สีหน้าอึมครึมเล็กน้อ