จะจุได้ร้อยกว่าคน ข้าเพิ่งดูไป ด้านในอะไรๆ ล้วนมีหมด เป็นของดีที่จำเป็นในการเดินทางไกลโดยแท้!”
“นายท่านคิดจะกลับไปรึเจ้าคะ?”
เหลิ่งซวงมาที่ข้างโต๊ะ ถามขึ้นหลังมองเรือเหาะลำเล็กนั่นไปสักพัก
“เรื่องนี้ไม่รีบ ทางนี้ข้ายังมีธุระต้องทำ จริงด้วย เจ้าช่วยไปหาแผนที่แคว้นเหินเวหามาให้ที” เธอพูดพลางมองไปด้านในเขตเรือน เห็นเจ้าตัวเล็กนั่นกำลังนั่งมองอยู่หน้าประตู จึงยิ้มอย่างอดไม่ได้
“ฉิวฉิว มานี่สิ” เธอกระดิกนิ้วมือพลางขานเรียก
ส่วนเหลิ่งซวงตอบรับแล้วก็ออกไป ช่วยนางหาแผนที่แคว้นเหินเวหา
เจ้าตัวเล็กขนขาวปุกปุยนั่งหมอบจ้องเฟิ่งจิ่วอยู่ตรงนั้น ชะงักไปนิดหนึ่งถึงจะเดินเข้าไปหาอย่างเชื่องช้า มายังข้างขาเธอ
“เด็กดี”
เฟิ่งจิ่วอุ้มมันขึ้นมาด้วยรอยยิ้มอิ่มเอม วางลงบนโต๊ะแล้วลูบๆ ขนมัน พูดว่า “ดูแล้วไม่ค่อยเหมือนหมาน้อยเท่าไหร่ คล้ายๆ สัตว์เลี้ยงวิญญาณตัวน้อยเสียมากกว่า”
“โฮ่ง!”
ฉิวฉิวขยับปากส่งเสียง ชำเลืองมองแวบหนึ่งก็นอนลงบนโต๊ะ ไม่สนใจเธออีก
“ตัวเล็กแล้วยังหยิ่งผยองอีก?”
เธอยิ้มน้อยๆ ดีดศีรษะมันเบาๆ อดคิดไม่ได้ว่าเจ้าตำหนักยมราชยกเจ้าตัวเล็กเช่นนี้ให้เธอ หนำซ้ำยังไม่ไต่สวนเรื่องที่เธอหยิบฉวยโสมพันปีของเขามาอีก เธอก็ต้องทำอะไรสักหน่อยใช่หรือไม่?
ครั้นนึกถึงว่าเจ้าตำหนักกับท่านอาเป็นคนคนเดียวกัน เธอถอนใจเบาๆ อย่างอดไม่ได้ ก็ว่าอยู่! บนโลกนี้จะมีคนที่ถูกพิษเหมันต์พันปีมากมายเพียงนั้นได้อย่างไร? เธอเด