ที่ชำเลืองมองมาอย่างเอื่อยเฉื่อย จึงด่าทอเสียงดังด้วยสีหน้าโมโห
“เจ้าเดรัจฉานช่างกล้านัก!”
ชายผู้นั้นด่าอย่างโกรธเคือง ขณะเดียวกันก็ตวัดหมัดชกไปยังหน้าเหล่าไป๋ กลับนึกไม่ถึง ว่าหมัดที่ชกไปจะถูกมือหนึ่งขวางเอาไว้
“คุณชายท่านนี้อย่าเพิ่งโมโหไป”
เฟิ่งจิ่วที่พลิกตัวลงจากม้าใช้มือหนึ่งขวางหมัดชายผู้นั้นไว้ เอ่ยด้วยความเสียใจ “ขอโทษด้วยจริงๆ ม้าข้าตัวนี้ชอบความสวยงามอยู่บ้าง ไม่ได้ตั้งใจกลั่นแกล้งคุณหนูท่านนี้แน่นอน ขอคุณชายกับคุณหนูอย่าถือสา”
“ชอบความสวยงาม? หึ! ข้าว่าเจ้านั่นแหละชอบความสวยงาม! ต้องเป็นเจ้าแน่ที่เป่าหูสัตว์วิญญาณให้ทำท่าทางไร้ยางอายเช่นนี้!” ชายผู้นั้นตะคอกอย่างดุร้าย ขณะเดียวกันก็ดึงหมัดที่ถูกขวางไว้กลับ แววตาเฉียบแหลมจ้องตรงที่เฟิ่งจิ่วผู้สวมชุดแดงใบหน้างดงาม
สัตว์วิญญาณ?
คนรอบๆ ได้ยินคำนี้ ต่างพากันพินิจมองม้าอ้วนตัวนี้ขึ้นมา เห็นบนหัวมีสองเขา จึงพูดคุยกันเสียงเบาอย่างอดไม่ได้
“ม้าตัวนี้แตกต่างกับม้าทั่วไป เป็นสัตว์วิญญาณจริงๆ รึ?”
“ได้ยินว่าสัตว์วิญญาณมีราคานัก หนำซ้ำที่ใช้เป็นพาหนะเดินทางได้ล้วนต้องผ่านการฝึกฝนทำให้เชื่อง”
“แต่สัตว์วิญญาณตัวนี้ก็อ้วนเกินไปหน่อยนะ! ดูจากท่าทางก็ไม่รู้ว่าวิ่งได้หรือเปล่า”
“ข้ารู้มา ว่าเนื้อสัตว์วิญญาณคนธรรมดาอย่างพวกเรากินแล้วจะร่างกายแข็งแรง ผู้ฝึกวิชาเซียนกินจะสามารถดูดซับพลังวิญญาณได้ เป็นของที่ดีทีเดียว”
ได้ยินคำพูดทุกคน เฟิ่งจิ่