งนอกจึงไม่คิดอะไรมาก ใครจะรู้ ว่าที่พลาดครั้งนี้ต้องรอนานอีกหลายเดือน
เมื่อเรือบินลำหรูหราลอยมาเหนือน่านฟ้าเมืองอวิ๋นเยวี่ย แทบทั้งเมืองต่างก็อึกทึกครึกโครม แม้แต่เจ้าแคว้นมู่หรงป๋อในพระราชวัง ยังรีบส่งคนไปสอบถาม ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
ต้องรู้ไว้ ว่าแม้แต่แคว้นแสงสุริยันของพวกเขาก็ไม่อาจมีเรือบินสักลำ และแคว้นที่มีได้ อย่างน้อยต้องเป็นแคว้นระดับหกขึ้นไป หรือเป็นกองกำลังที่แข็งแกร่งถึงจะครอบครองพาหนะบินเช่นนั้นได้
หลังจากได้ยินข่าวคราว ทหารอารักขาพระราชวังก็ลนลานมารายงาน “เรียนท่านเจ้าแคว้น เรือบินลำนั้นหยุดอยู่หน้าประตูตลาดมืด บอกกันว่ามารับภูตหมอออกไปขอรับ”
“รับภูตหมอรึ?”
มู่หรงป๋อตกใจ ตัวลุกยืนขึ้นมา ก้าวยาวเดินออกไปทันใด ขณะเดียวกันก็ตะโกนว่า “รีบไปเตรียมม้าซะ!” เขายังไม่ทันได้ขอยาจากภูตหมอ จะยอมให้เขาไปได้อย่างไรเล่า? ยิ่งไปกว่านั้น เขาไปครั้งนี้ จะมาอีกเมื่อไหร่?
หลังมู่หรงอี้เซวียนรู้ข่าว ก็ตื่นตระหนก ‘ภูตหมอ? ชายหนุ่มชุดแดงที่เปิดเผยชั่วร้ายในคืนนั้นรึ?’ ทันใดนั้น เขาพลันคืนสติก้าวยาวออกไป
เขาต้องไปขอยา! ไปขอพวกยาทิพย์จิตวิญญาณที่รักษาบาดแผลบนใบหน้าได้กับเขา!
จวนตระกูลเฟิ่ง
เฟิ่งเซียวออกไปอย่างลุกลี้ลุกลน คนรับใช้เห็นจึงรีบออกหน้าขวางไว้พลางถาม “ท่านผู้นำตระกูล ร่างกายท่านยังไม่คล่องแคล่วดี! นี่จะไปไหนรึขอรับ?”
“หรือว่าเจ้าไม่เห็นเรือบินเมื่อครู่รึ? บอกกันว่ามันส่งมารับภูตหม