คนของตระกูลระดับกลางกลับไม่เหลียวมองแม้แต่น้อย ด้วยเหตุนี้ สำหรับพวกเขา กวนสีหลิ่นกับเฟิ่งจิ่วจึงเป็นแค่คนแปลกหน้า ไม่มีใครรู้จัก
“เหอะๆ ทำให้ทุกท่านกังวลเสียแล้ว ข้าไม่เป็นอะไรหรอก” ท่านผู้เฒ่าพูดอย่างหัวเราะเหอะๆ พลางส่งสัญญาณพยักหน้าให้กับทุกคน
“ท่านปู่เฟิ่ง” มู่หรงอี้เซวียนเดินเข้ามา เห็นอาการเขาฟื้นตัวได้ไม่เลว ใจก็อดสงสัยไม่ได้ เขามาด้วยกันกับสองพี่น้องกวนสีหลิ่นได้อย่างไร?
สายตาหันมองจับจ้องสำรวจบนร่างเฟิ่งจิ่ว
ท่านผู้เฒ่าเฟิ่งเห็นเขา กล่าวด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร “ที่แท้เป็นอี้เซวียนนี่เอง! วันนี้เจ้าก็มารึ? ข้าได้ยินว่าท่านเจ้าแคว้นก็มาด้วย?” เห็นเขากำลังมองแม่หนูเฟิ่ง รอยยิ้มบนใบหน้ายิ่งลึกขึ้นบางส่วน
สองคนนี้ มองเช่นไรก็เป็นคู่ที่เหมาะสมกันยิ่งนัก น่าเสียดาย ที่ใบหน้าแม่หนูเฟิ่ง…
เมื่อองครักษ์จวนตระกูลเฟิ่งเห็นว่าคนที่ลงมาจากรถม้าคือท่านผู้เฒ่า ก็วิ่งปรี่เข้าไปด้านใน พลางตะโกนลั่นว่า “เป็นท่านผู้เฒ่า! ท่านผู้เฒ่ากลับมาแล้ว! ท่านผู้เฒ่ากลับมาแล้ว…”
“ท่านปู่ พวกเราเข้าไปกันเถอะ!”
เฟิ่งจิ่วไม่มองมู่หรงอี้เซวียน แต่ประคองท่านผู้เฒ่าเดินไปด้านใน กวนสีหลิ่นตามอยู่ข้างขวาท่านผู้เฒ่า ส่วนเหลิ่งซวงก็ตามอยู่ด้านหลังเธอ
“อะ อะไร? เจ้าว่าอะไรนะ?”
หลังจากซูรั่วอวิ๋นที่กำลังรับรองท่านเจ้าแคว้นไปนั่งยังตำแหน่งที่อาวุโสในเรือนได้ยินคำพูดองครักษ์ผู้นั้น ก็ใบหน้าขาวซีดด้วยความตกใจ ร่างกายสั่