น้ำเสียงเขามีความระแวดระวังอยู่บ้าง และกดเสียงเบาลงอย่างชัดเจน
“เจ้าพูดเช่นนี้ได้อย่างไร? ภูตหมอจะทำลายสำนักพิษโอสถโดยไม่มีเหตุผลได้เช่นไรเล่า?”
“หมอยาพิษถือเป็นศัตรูไม่ใช่หรือ? ทำลายสำนักพิษโอสถจะแปลกอะไรนัก? อีกอย่าง เจ้าว่าหากไม่ใช่ฝีมือภูตหมอแล้วใครเล่าจะกล้าทำเช่นนี้? ก็ภูตหมอนั่นมีฝีมือพอจะทำลายหนึ่งตระกูลหรือหนึ่งกองกำลังได้ภายในคืนเดียวไม่ใช่รึ?”
ได้ยินคำพูดนี้ น้ำเสียงคนอื่นๆ ที่เหลือก็ลดเบาลงมาบ้าง “เจ้าหมายความว่าที่ตระกูลสวี่ถูกฆ่าล้างเป็นฝีมือภูตหมอ ทำลายสำนักพิษโอสถก็เป็นฝีมือภูตหมอด้วยรึ? ข้าบอกกับเจ้าแล้วไง เรื่องนี้อย่าพูดซี้ซั้วนักจะดีที่สุด ระวังปากจะพาภัย สุดท้านแล้วก็ไม่มีใครรู้เห็นไม่ใช่หรือ?”
หลังจากได้ยินคำพูดว่าปากจะพาภัย พวกเขามองหน้ากันแวบหนึ่ง และไม่เอ่ยถึงเรื่องนี้อีก แต่หลังจากดื่มชาไม่กี่ถ้วยก็กลับบ้านของแต่ละคน
เมื่อซูรั่วอวิ๋นมาถึงยอดเขาที่ไฟไหม้กลายเป็นเถ้าถ่าน คนพวกนั้นที่เข้ามาดูกันคึกคักต่างแยกย้าย มองยอดเขาที่โล่งเตียนด้วยสองตาแดงก่ำ กระอักเลือดออกมาอย่างโมโหแทบขาดใจ แล้วทั้งร่างก็ทรุดนั่งลงไป
“เป็นไปได้ยังไง… เป็นไปได้ยังไง…”
นางพึมพำเสียงเบา ร่างกายราวกับสูญสิ้นวิญญาณ นี่เป็นสถานที่ที่นางทุ่มเทกำลังทั้งหมด เป็นกองกำลังที่นางวางแผนจะขยายตัว ทว่าตอนนี้ กลับถูกทำลายเพียงชั่วข้ามคืน…
เลือดลมที่หมุนตลบทำให้หัวใจคับแน่นเจ็บปวด นางนั่งอยู่บนพื้นนาน