่ได้เจ้าค่ะ รอผ่านไปอีกสองสามวันท่านจะดื่มเท่าไหร่ค่อยดื่มนะเจ้าคะ” เธอประคองเขามานั่งที่ข้างโต๊ะหินในสวน ก่อนจะรินน้ำให้
“แม่หนูเฟิ่ง พวกเราจะกลับบ้านเมื่อไหร่รึ? พักอยู่ด้านนอกนี้ไปก็ทำอะไรไม่ได้ ซ้ำยังไม่ได้จัดการเจ้าซูรั่วอวิ๋นในบ้านนั่น พ่อผู้ฟั่นเฟือนของหลานยังถูกหลอกปั่นหัวโดยไม่รู้ตัวอีก!”
เขาพูดพลางส่ายหน้า ถอนหายใจอีกครา กล่าวว่า “พูดถึงพ่อหลานก็น่าสงสารนัก ที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย”
เธอบอกเรื่องที่ผ่านมาในไม่กี่วันนี้แก่เขา โชคดีที่เธอยังรอดชีวิต โชคดีที่ได้พบกันบนถนน และยังจำเธอได้ แต่ยังไงก็นึกไม่ถึง ว่าหญิงสาวใจมารในจวนนั่นจะเป็นซูรั่วอวิ๋นที่ติดตามอยู่ข้างกายแม่หนูเฟิ่งอย่างเชื่อฟังเสมอมา ซ้ำยังสนิทสนมดั่งพี่น้อง
ใจคนยากแท้หยั่งถึง ช่างรู้หน้าไม่รู้ใจเสียจริง!
“ร่างกายท่านปู่ดีขึ้นบ้างแล้ว พวกเราจะกลับไปเวลาไหนก็ได้เจ้าค่ะ” เธอยิ้มเบาๆ คิดว่าถึงเวลากลับบ้านตระกูลเฟิ่งแล้ว
ท่านผู้เฒ่าได้ยินก็ดีใจอย่างมาก จึงตบมือนางพลางพูดติดกันสามครั้งว่า “ดีๆๆ”
“เสี่ยวจิ่ว”
กวนสีหลิ่นเร่งฝีเท้าเดินเข้ามาจากด้านนอก ท่าทางลนลาน เมื่อเห็นท่านผู้เฒ่าจึงขานเรียก “ท่านปู่”
เพราะความสัมพันธ์กับเฟิ่งจิ่ว หลังจากท่านผู้เฒ่ารู้เรื่องที่ขอถอนตัวจากตระกูล จึงให้เขาเรียกตนว่าท่านปู่ บอกว่าถึงเวลากลับจวน จะให้คารวะเฟิ่งเซียวเป็นพ่อบุญธรรม
เห็นท่าทางร้อนใจมีความเป็นกังวล เฟิ่งจิ่วจึงเอ่ยปากถาม “พี่ชา