กลับบ้านไปซะ อย่าได้ขวางข้าทำมาหากินเลย ธุรกิจข้าเล็กๆ เพียงนี้ ท่านมานั่งตรงประตู จะทำงานได้เช่นไรเล่า?”
“กลับบ้านรึ?” ชายชรากอดน้ำเต้าเอียงศีรษะเล็กน้อย ขมวดคิ้วคิดๆ ดู เอ่ยว่า “ข้าอยู่บ้านไหน? เหมือนจะลืมสิ้นเสียแล้ว”
ได้ยินคำพูดนี้ เจ้าของร้านก็คุกเข่าลงทันใด
เขาโผเข้าไปกอดขาท่านผู้เฒ่าเฟิ่งพลางร้องไห้อ้อนวอน “ท่านผู้เฒ่า ข้าขอร้องท่าน อย่าได้อยู่ถ่วงแข้งถ่วงขาตรงนี้เลย ขอขมาท่านด้วย ข้าไม่ควรขึ้นเสียงและหยาบคายกับท่าน ผู้ใหญ่อย่างท่านอย่าเอาเรื่องข้าน้อยเลยนะ รีบกลับบ้านไปเสียเถิด!”
ท่านผู้เฒ่าเฟิ่งสีหน้าดื้อรั้น กล่าวอย่างไม่ชอบใจ “น่าสมเพชจริงๆ! เรื่องเล็กแค่นี้ก็คุกเข่า? ซ้ำยังร้องไห้อีก? เจ้าไม่รู้จักคำว่าชายชาตรีหลั่งเลือดไม่หลั่งน้ำตารึ? ดูสิ เจ้ากลายเป็นอะไรไปแล้ว? ช่างดูไม่ได้เอาเสียเลย ข้าไม่มีหน้าจะมองเจ้าหรอก”
ระหว่างที่พูดก็ไม่ลืมตาขึ้นจริงๆ ไม่หันไปมองเขา แค่โยนน้ำเต้าเหล้าใส่อ้อมแขนเจ้าของร้าน “ไปซะ ชงเหล้าดีๆ มาให้ข้าสักครึ่งขวด ต้องเป็นเหล้าชั้นดี ต่ำกว่านั้นข้าไม่ดื่ม”
ผู้คนรอบๆ ต่างมองเจ้าของร้านอย่างเห็นใจอยู่บ้าง จึงมีคนตะโกนว่า “ข้าว่า เจ้ารินเหล้าดีๆ ให้ท่านผู้เฒ่าไปเถอะ! เห็นเสื้อผ้าที่สวมบนตัวแล้ว คงไม่ใช่ผู้อาวุโสธรรมดาๆ เป็นแน่ ยังกลัวเขาจะเบี้ยวค่าเหล้าเพียงเล็กน้อยนั่นอีกรึ”
“ก็ใช่ๆ ไม่เบี้ยวค่าเหล้าเจ้าหรอก” ท่านผู้เฒ่าเฟิ่งหรี่ตายิ้มพยักหน้า พลางเ