ไม่ยินดีเล่า?’
“ไยข้าจึงจำไม่ได้ ว่าตระกูลกวนมีคนเช่นเจ้าอยู่ด้วย?” ท่านผู้เฒ่าจ้องมองเฟิ่งจิ่วแวบหนึ่ง น้ำเสียงชราภาพทุ้มเล็กน้อย
เฟิ่งจิ่วกะพริบตาลง กล่าวอย่างแปลกใจ “อย่าได้สำคัญตัวเองผิดไป ข้าบอกตอนไหนว่าเป็นคนของของตระกูลกวนท่าน?”
“บังอาจนัก!”
“อย่ารังแกน้องสาวข้า!”
สิ้นสุดเสียงตะโกนของท่านผู้เฒ่ากวน กวนสีหลิ่นบนเวทีก็แผดเสียงดังลั่งตามมาติดๆ ท่าทางขึงขังไม่ด้อยไปกว่าท่านปู่ ทำให้ทุกคนต่างขวัญหนีดีฝ่อ ไม่แม้แต่จะส่งเสียงดังตอบโต้กลับมา
เขาบ้าไปแล้วรึ? ท่านผู้เฒ่ากวนเป็นปู่แท้ๆ ของเขา นึกไม่ถึงเลยว่าจะขึ้นเสียงดังกับท่านขนาดนั้น?
แม้แต่ผู้เฒ่ากวนก็ยังมีสีหน้าแดงก่ำ ไม่รู้ว่าอับอายหรือโกรธเคือง ร่างกายสั่นเทาอยู่เล็กน้อย ไม้เท้าที่ถือค้ำไว้ในมือเคาะลงไปบนพื้นอย่างรุนแรง เอ่ยปากด่าทอเสียงดัง “เจ้ามันนอกคอก! คิดนอกคอกกันไปหมดแล้วรึ? แต่ละคนกลายเป็นพวกนอกคอกกันไปแล้วกระมัง? ยังมีระเบียบกันอยู่อีกรึ?”
กวนสีหลิ่นด้านบนนิ่งรับสายตาขุ่นเคืองโดยไม่คิดถอยหนี ผึ่งผายแผงอก มองลึกไปที่ท่านปู่ด้วยสายตาที่มีความเฉียบขาด ความแข็งขืนที่แอบแฝงในแววตา ทำให้ท่านผู้เฒ่ากวนที่เดิมยังโกรธเกรี้ยวไม่สิ้นสุด ตื่นตระหนกขึ้นมาในหัวใจชั่วขณะ
เมื่อกำลังจะเอ่ยปากให้ทุกคนออกไปก่อน ก็ได้ยินน้ำเสียงทรงพลังที่มีกลิ่นอายพลังเร้นลับดังลอยมาจากปาก เข้าสู่หูของทุกคนเบื้องล่างอย่างชัดเจน
“ข้า กวนสีหลิ่นขอประกาศไว้ ณ