ราะรูปลักษณ์ที่โดดเด่น ซ้ำยังอยู่กันกลางถนน ผู้คนรอบๆ จึงสนอกสนใจพวกเขาด้านนี้มาตั้งแต่แรก แล้วอันที่จริง มู่หรงอี้เซวียนกับเฟิ่งชิงเกอก็เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในเมืองอวิ๋นเยวี่ย
แต่ที่ทำให้พวกเขานึกไม่ถึง คือเฟิ่งชิงเกอที่จู่ๆ ก็ยกมือขึ้นตบผู้ชายคนนั้น และที่ยิ่งคาดไม่ถึงไปกว่า คือหลังจากสาวน้อยชุดขาวที่คลุมผ้าคลุมหน้าลงมาจากด้านในรถม้า ก้าวเนิบๆ เดินมาทางพวกเขา จะยกมือขึ้นตบเฟิ่งชิงเกอถึงสองครั้ง ทำให้พวกเขาพูดอะไรไม่ออก
ภาพเช่นนี้ ช่างบ้าคลั่งเกินไปแล้ว
เฟิ่งชิงเกอปกปิดใบหน้าที่ร้อนฉ่าอย่างยากจะเชื่อ พลางถลึงมองสาวน้อยชุดขาวที่กำลังสะบัดมือด้วยสองตาที่แทบลุกเป็นไฟ “เจ้า เจ้ากล้าตบข้ารึ!”
เฟิ่งจิ่วสะบัดมือที่ตบไปเสียจนเจ็บอย่างไม่สนใจใยดี ก่อนจะพร่ำสั่งสอนกับกวนสีหลิ่นที่มีสีหน้าอ้ำอึ้งโดยไม่หันมองนางแม้แต่นิดเดียว “ท่านพี่ เห็นหรือไม่ มีคนตบท่านทีหนึ่ง ท่านก็ต้องคืนกลับไปสองที นี่เป็นมารยาทที่ต้องปฏิบัติกับผู้อื่นเช่นที่เขาทำกับเรา พวกเราจะเสียมารยาทไม่ได้นะ”
สองตากวนสีหลิ่นเป็นประกาย มองนางอย่างยกย่องนับถือ จึงพยักหน้าหนักๆ ไป “อื้ม! พี่จะจำไว้! หากมีครั้งต่อไป ถึงจะไม่สนว่านางเป็นชายหรือหญิง ตบก่อนค่อยว่ากัน!”
“อืม แบบนี้แหละถูกต้องแล้ว” เธอพยักหน้ารับทั้งนัยน์ตายิ้มกริ่ม กล่าวอีกว่า “เวลาก็สายแล้ว พวกเราอย่าให้คนนอกมาทำเสียเวลาเลย รีบไปกันเถอะ!”
“ก็ดี”
ใบหน้ากวนสีหลิ่นเอ่อล้น