วียน”
คุณหนูกวน? เรียกใครน่ะ?
เฟิ่งจิ่วด้านในรถม้างุนงงเล็กน้อย หันมองไปทางพี่ชายคนข้างกายที่ตกตะลึงเช่นกัน ไต่ถามอย่างไร้เสียงว่า ‘เกิดอะไรขึ้น?’
กวนสีหลิ่นกัดชงโหยวปิ่งไปคำหนึ่ง บอกว่า “เจอกันตอนที่เพิ่งซื้อของน่ะ ชื่อมู่หรงอี้เซวียน บอกว่าครั้งก่อนเคยล่วงเกินเจ้าที่หมู่บ้านป่าหินอะไรนี่แหละ จึงอยากพูดขอโทษเจ้า”
พูดถึงตรงนี้ เขาก็รำคาญนิดหน่อย กล่าวว่า “เมื่อครู่ข้าบอกเขาแล้วว่าไม่ต้อง เขายังตามมาอีก ไม่รู้จริงๆ ว่าคิดอะไรอยู่!”
“ข้าลองลงไปดูเสียหน่อยดีกว่า!” เขาวางชงโหยวปิ่งในมือลง ขณะที่กำลังเตรียมจะแหวกผ้าม่านเพื่อกระโดดลงรถ ก็หันกลับไปทันควัน บอกกับเฟิ่งจิ่วว่า “เสี่ยวจิ่ว เจ้าผูกผ้าคลุมหน้าไว้นะ”
แผลเป็นบนใบหน้าเสี่ยวจิ่วยังไม่หาย พอออกมาด้านนอก ก็มักจะผูกผ้าคลุมหน้าไว้เสมอ เขาไม่หวังให้คนอื่นมองนางด้วยสายตาที่มีอคติ หลังจากเห็นใบหน้าที่โดนกรีดรอยนั้น
“อืม” เฟิ่งจิ่วยิ้มพลางผูกผ้าคลุมหน้าขึ้น สงสัยนิดหน่อย ว่ามู่หรงอี้เซวียนผู้นี้คิดจะทำอะไร?
เวลานี้มู่หรงอี้เซวียนที่รออยู่นอกรถม้าใจร้อนรนอยู่เล็กน้อย ฝ่ามือล้วนมีเหงื่อผุดไหลออกมาบ้าง ก่อนจะมองไปที่รถม้าอย่างตั้งตารอคอย ‘นางจะเปิดม่านไหมนะ? นางจะจำการพบกันทั้งสองครั้งสองคราได้หรือไม่?’
เมื่อเหลิ่งซวงที่นั่งคุมรถม้าอยู่ด้านนอกเห็นท่าทางบนใบหน้าของมู่หรงอี้เซวียนมีความเฝ้ารอ ก็ยู่คิ้วเล็กน้อยอย่างอดไม่ได้ และมองเขาด้วยความสงสั