นไปสักพัก ท่าฝีเท้าด้านในยอดเยี่ยมกว่าฝีเท้าต้นฉบับของเธอยิ่งนัก จึงอ่านตั้งแต่ออกจากเวิ้งสวนท้อมาจนถึงตอนนี้ ก็ยังตัดใจวางได้ไม่ลงเลย
จนกระทั่ง เมื่อได้กลิ่นหอมหวน ถึงจะเงยหน้าขึ้นมาอย่างอดไม่ได้
“ท่านพี่ ท่านได้กลิ่นอะไรหรือไม่?” เธอมองเขาด้วยดวงตาเป็นประกายน้อยๆ ได้กลิ่นหอมหวน จึงกลืนน้ำลายโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว
เห็นท่าทางเช่นแมวตะกละของนาง กวนสีหลิ่นก็หัวเราะลั่นอย่างอดไม่ได้ ก่อนจะยื่นมือไปเขกลงเบาๆ บนหัวนาง “จมูกเจ้านี่ดีแต่เรื่องกินจริงๆ ถึงมีผ้าม่านกั้นไว้ เจ้าก็ยังได้กลิ่นหอมของชงโหยวปิ่งอีกรึ?”
“ใช่ๆ เป็นชงโหยวปิ่ง” เธอกอดแขนเขาเขย่าทั้งใบหน้าอมยิ้ม “ท่านพี่ ท่านช่วยไปซื้อให้ข้าทีสิ ข้าเอาสองชิ้นนะ” แล้วยกมือชูสองนิ้วส่ายไปมา
“ได้ๆ ข้าจะไปซื้อให้” เขาส่ายหน้ายิ้มๆ อย่างช่วยไม่ได้
และตอนนี้ เหลิ่งซวงที่ควบรถม้าได้ยินบทสนทนาด้านใน จึงชะลอความเร็วรถลง
กวนสีหลิ่นแหวกผ้าม่านออกลงจากรถม้า เอ่ยกับเหลิ่งซวงว่า “เจ้าเอารถม้าไปจอดไว้นะ ข้าไปซื้อขนม จะรีบกลับมา” ระหว่างที่พูด คนก็เดินไปยังแผงขายของที่อยู่ไม่ไกล
เหลิ่งซวงนำรถม้าไปจอดรอไว้อีกด้านหนึ่ง ก่อนจะเดินไปดูแผงขายของข้างๆ กัน
“ท่านอา เอาชงโหยวปิ่งมาสี่ชิ้นนะ” กวนสีหลิ่นล้วงเงินออกมาพลางตะโกนบอก
“คุณชาย เอาซุปถั่วเขียวอีกสองชามไหม? กินชงโหยวปิ่งคู่กับซุปถั่วเขียว รสชาติจะดีที่สุดเลยขอรับ” ชายชราห่อขนมที่ร้อนกรุ่น พลางเอ่ยถาม
“ก็ด