ท้อ
เธอที่สวมชุดแดงไม่ได้แต่งกายชุดชายชาตรี เส้นผมที่ปล่อยสยายใช้ริบบิ้นแดงผูกไว้หลวมๆ ไม่สวมรองเท้า กระโปรงแดงพลิ้วไหวจึงไม่อาจบดบังเท้าเล็กขาวราวหิมะเนียนประณีตคู่นั้นได้
เธอเหยียบไปเบาๆ บนเส้นทางหินเรียบราบที่คดเคี้ยวทีละก้าวๆ นิ้วเท้าละเอียดอ่อนที่ทาน้ำมันทาเล็บสีแดงน่าเย้ายวนโผล่พ้นออกมาจากกระโปรงแดงทีละน้อย ขณะที่ไม่รู้เนื้อรู้ตัวก็เดินมาไกลแล้ว ได้ยินเสียงพิณหวานหูที่ดังลอยมาจากด้านนอกอยู่แว่วๆ
“หืม?”
สายตาเธอหันไปน้อยๆ ในดวงตาฉายแววแปลกใจ จากนั้นจึงหยิบผ้าคลุมหน้าในแขนเสื้อออกมาปิดใบหน้าไว้ ปลายเท้าแตะเบาๆ ก่อนจะพุ่งตัวไปอยู่กลางเหล่าดอกท้อราวกับภูตพรายท่ามกลางดอกไม้ ไม่ทันไรก็ออกจากค่ายวงกตไป
เงาร่างสีแดงกระโดดขึ้นนั่งอยู่บนกิ่งต้นท้อที่กำลังผลิบานงดงาม สองขาขาวเนียนประณีตลู่ห้อยลงกลางอากาศพลางกวัดแกว่งไปมา ท่าทางสบายตัวมากอย่างเห็นได้ชัด
เธอเอนพิงกิ่งท้อด้านหลังอย่างเกียจคร้าน แล้วยื่นมือไปหักกิ่งต้นท้อลงมาเล่น ฟังเสียงพิณเอื้อยแอ้วที่ดังลอยมาไม่ไกล มุมปากใต้ผ้าคลุมก็ยกขึ้นเล็กน้อยอย่างอดไม่ได้
หนึ่งเพลงทำนองธิดาลั่วเฉิน เงียบสงบสง่างาม ราวไข่มุกร่วงลงจานหยก เอื้อยแอ้วใสแจ๋ว ซ้ำคล้ายสายธารกลางภูเขา ยามรีบยามช้า ต่างค่อยไหลยาวไป…
เพลงกู่เจิงเลื่องชื่อเช่นนี้ เธอไม่คิดเลยว่าโลกเทพเซียนที่น่าอัศจรรย์นี้จะมีด้วย
“ซูรั่วอวิ๋นเอ๋ย ซูรั่วอวิ๋น เจ้าว่าข้ายังไม่ทันไปหาเจ้า แล้วไฉน