ยกำยำสวมชุดสีดำกำลังเดินกระทืบเท้าไปมาอยู่ด้านนอก หันมองไปทางประตูห้องที่ปิดสนิทอยู่บ่อยครั้ง เมื่อเห็นประตูเปิดออก ขณะที่ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนเดินออกมา จึงรีบร้อนเดินเข้าไป
“จะให้พ่อพูดอย่างไรกับเจ้าดีเล่า? ตั้งแต่รั่วอวิ๋นจากไป ข้างกายเจ้าแม้แต่สาวใช้สักคนก็ไม่มี ไม่ว่าเรื่องไหนๆ ก็ทำเองจนเหมือนอะไรไปเสียแล้ว? เจ้าเป็นลูกสาวข้าเฟิ่งเซียว จะต้องมีข้ารับใช้คอยปรนนิบัติเจ้าตามที่ถูกที่ควร โดยที่เจ้าไม่ต้องทำอะไร เจ้าฟังพ่อนะ วันหลังค่อยหาสาวใช้สักคนมาคอยติดตาม หากไม่ได้จริงๆ พ่อจะคัดจากในพวกองครักษ์ออกมาให้เจ้าสักคน”
แววตาเฟิ่งชิงเกอเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ใบหน้าอันงามเลิศมีความตำหนิติเตียน ก่อนจะยื่นมือไปกุมมือเขาไว้
“ท่านพ่อ ท่านอย่าได้กังวลเลย นี่เป็นเรื่องเล็กน้อย ข้าจัดการเองได้เจ้าค่ะ นอกจากนี้ ข้าเป็นถึงลูกสาวของท่านแม่ทัพผู้เกรียงไกร หากจะให้คนข้างกายคอยลงแรงดูแลเสียทุกเรื่อง คนจะไม่พูดว่าข้าอ่อนแออ้อนแอ้นไม่เหมาะสมรึเจ้าคะ?”
พอเฟิ่งเซียวได้ยิน คิ้วดาบหนาก็เลิกขึ้นมาทันใด ดวงตาพยัคฆ์จับจ้อง เอ่ยว่า “ใครกล้าพูด? หากมีใครกล้าพูด พ่อจะต้องสั่งสอนมันเสียหน่อย!”
น้ำเสียงชะงักลง เขากล่าวอีกว่า “เดิมทีลูกสาวต้องได้รับการเอาอกเอาใจ ยิ่งไปกว่านั้น พ่อก็มีลูกสาวสุดที่รักเช่นเจ้าเพียงคนเดียว หากไม่รักไม่หลงเจ้า แล้วจะให้ไปรักไปหลงใครเล่า?”
“เอาล่ะๆ! เรื่องนี้ค่อยว่ากันทีหลัง ไปห้องรับรองกันเถ