้น ขัดจังหวะการประจันหน้าของพวกเขา
มู่หรงอี้เซวียนได้สติกลับมา เขามองชายหนุ่มร่างกายสูงใหญ่ตรงหน้า ก่อนจะผุดรอยยิ้มสง่างาม “พี่ชายท่านนี้ ข้าแค่เห็นว่าคุณหนูดูคล้ายสหายข้าคนหนึ่ง จึงอยากเอ่ยปากทักทาย”
อาจเพราะกลิ่นอายความมีชาติตระกูลบนร่างและความสุภาพของเขา ทำให้กวนสีหลิ่นคิดว่าเขาไม่เหมือนคนไม่ดี ด้วยเหตุนี้กวนสีหลิ่นที่สงสัยอยู่บ้างจึงหันกลับไปมองคนด้านหลังแวบหนึ่ง
“แม่นาง ดอกท้อในอารามดอกท้อจะบานในเดือนสาม”
มู่หรงอี้เซวียนมองนางอย่างสงบ สายตาเขาอ่อนละมุนยิ่งนัก คำพูดแปลกๆ ก็ทำให้กวนสีหลิ่นไม่ค่อยเข้าใจ ไม่รู้ว่าหมายถึงอะไร
มีเพียงเฟิ่งจิ่วที่ใจสั่นน้อยๆ ในความทรงจำเธอมีภาพอันอบอุ่นอ่อนหวานเช่นนั้นอยู่…
‘พี่มู่หรง ได้ยินมาว่าดอกท้อในอารามดอกท้อนั้นงามที่สุด สีแดงขาวตัดสลับขับเน้นกัน ดาษดาทั่วเนินเขาท้องทุ่ง จริงหรือไม่เจ้าคะ?’ ใต้ต้นท้อ สาวน้อยรูปโฉมเพริศพริ้งเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย มองชายหนุ่มชุดขาวข้างกายด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกลึกซึ้ง
ในดวงตาชายหนุ่มชุดขาวคือความอ่อนโยนชวนให้หลงใหล เขายกมือขึ้นโอบสาวน้อยข้างกาย พูดด้วยน้ำเสียงอบอุ่นว่า ‘อืม ดอกท้อในอารามดอกท้อมองไปไร้ที่สิ้นสุด เพียงลมพัดผ่าน กลีบดอกชมพูทั่วฟ้าจะปลิวว่อนดั่งสายฝนดอกไม้ รอเดือนสามปีนี้ ดอกท้อบานสะพรั่ง พี่จะพาเจ้าไปดู’
รอเดือนสามปีนี้ ดอกท้อบานสะพรั่ง พี่จะพาเจ้าไปดู…
ก้นบึ้งดวงตาเฟิ่งจิ่วที่หลุบลงครึ่งหนึ่