หนุ่มที่ปริปากไปก่อนหน้ามองเฟิ่งจิ่วอย่างอบอุ่น พูดว่า “แผลมีเลือดออกแล้ว เจ้ารีบดูอาการพี่ชายเจ้าเถอะ!” เขาพูดพลางก็ยื่นขวดยาให้ “ทางข้ามียารักษาแผลภายนอกดีๆ อยู่ส่วนหนึ่ง”
“พี่ชาย ท่านจะไปยุ่งกับพวกเขาให้มากนักทำไม?” เด็กสาวกระทืบเท้า ค่อนข้างไม่พอใจที่เขาทำดีกับคนแปลกหน้าซึ่งไม่รู้ว่าโผลมาจากไหนขนาดนั้น
“ไม่ต้องหรอก ตัวข้าเองก็มียา” เฟิ่งจิ่วบอก ก่อนจะพยุงกวนสีหลิ่นเดินไปข้างใต้ต้นไม้ แก้ผ้าพันแผลที่เอวออกให้ แล้วใส่ยาลงไปให้เขาใหม่
“พวกเราไปกันเถอะ!” หลังจากพันแผลใหม่เรียบร้อย เธอกล่าวพลางพยุงเขาขึ้นมา
กวนสีหลิ่นนิ่งไป เขาพยักหน้าอย่างงุนงง “โอ้!” จากนั้นถึงจะเดินตามอีกฝ่ายไปข้างหน้าต่อ
พอเห็นพวกเขาสองคนจากไปโดยไม่พูดไม่จา ชายวัยกลางคนที่เดิมยังเตรียมพร้อมอยู่จึงคลายความระแวดระวังลง แต่กลับไม่รั้งพวกเขาไว้เช่นกัน เพราะเรื่องที่ต้องทำในการเดินทางครั้งนี้ไม่เหมาะจะให้มีคนนอกมาอยู่ด้วยนัก
กวนสีหลิ่นที่เดินมาสักพักงุนงงอยู่ในใจ จึงถามว่า “น้องชาย ไม่ใช่ว่าพวกเราต้องลองถามพวกเขาว่าจะให้เราตามไปด้วยได้หรือไม่รึ? ทำไมไม่ทันถามก็ไปแล้วล่ะ?”
ในปากเฟิ่งจิ่วคาบก้านต้นหญ้าหางหมาจิ้งจอก ฝีเท้าเธอทั้งนวยนาดและเอ้อระเหย ในมือกำลังกวัดแกว่งกิ่งไม้ ตอบอย่างไม่สนใจว่า “ทำไมเราต้องตามพวกเขาไปด้วยล่ะ?”
“แน่นอนว่าเผื่อเวลามีอันตราย พวกเขาก็ยังช่วยเราได้นะ!”
“ผิดแล้ว”
เธอส่ายหน้า บอกว่า “คนเราต้องพ