กว่าตัวเดินตามอยู่ห่างๆ ประมาณสามจั้งพลางแยกเขี้ยวน้ำลายสอ…
“น้องชาย เจ้าว่าบนหยกประดับนี้จะเป็นชื่อของข้าหรือไม่?” เขายื่นหยกประดับชิ้นหนึ่งให้เฟิ่งจิ่ว พลางถาม “เดิมทีมันแขวนอยู่ที่คอข้าน่ะ”
เฟิ่งจิ่วรับป้ายหยกมาดู บนนั้นสลักตัวอักษรไว้สามตัวอย่างที่คิดไว้ “กวนสีหลิ่น?”
น้ำเสียงสะดุดไปเล็กน้อย เธอเหลียวมองเขาแล้วพูดว่า “เจ้าชื่อกวนสีหลิ่น?”
“ข้ารู้สึกว่าเป็นไปได้”
เธอยื่นป้ายหยกคืนให้เขา กล่าวอย่างยิ้มๆ “เดิมข้านึกว่าเจ้าชื่อเจ้ายักษ์ทึ่มเสียอีกน่ะ!”
กวนสีหลิ่นมองอีกฝ่ายอย่างหมดคำพูด และไม่ปริปากอะไรอีกอย่างรู้จังหวะ
ทั้งสองเดินทางไปอีกสักพัก พวกหมาป่าด้านหลังก็ยังคงตามอยู่ ไม่มีความคิดที่จะจากไปเลย
จนกระทั่งกวนสีหลิ่นทำจมูกฟุดฟิด แล้วฉีกยิ้มพูดกับเฟิ่งจิ่ว “น้องชาย ข้างหน้ามีคน พวกเรารีบเดินเถอะ พอถึงด้านหน้าก็แค่ให้คนพวกนั้นให้พวกเราตามไป เช่นนั้นหมาป่าที่ตามหลังมาคงไม่กล้าโจมตีเราอีกแน่”
“มีคน? เจ้ารู้ได้ยังไง?” เฟิ่งจิ่วมองๆ ไปด้านหน้า นอกจากต้นไม้และใบหญ้า ก็ไม่เห็นร่างใครเลยสักคนเดียว
เขาพยักหน้าแรงๆ “มี ต้องมีแน่ ข้าได้กลิ่นเนื้อย่าง”
“กลิ่นเนื้อย่าง? ทำไมข้าถึงไม่ได้กลิ่นล่ะ?” เธอพึมพำเบาๆ ก่อนจะเดินไปข้างหน้าอีกหน่อย ตามที่คิดไว้ เธอได้กลิ่นเนื้อย่าง และยังได้ยินเสียงคนพูดคุยกันอยู่รางๆ จึงอดไม่ได้ที่จะมองกวนสีหลิ่นข้างกายอย่างประหลาดใจ
นี่เขามีจมูกสุนัขรึ?
“เหอะๆ ใช่หรื