้กลับทำตัวราวแผ่นยาหนังวัวเหนียวหนาที่สะบัดอย่างไรก็ไม่พ้น
“เพราะข้ารู้จักแค่ท่านคนเดียวน่ะสิ!” เฟิ่งจิ่วบอกเขาไปตามเหตุผลอันสมควร ถึงแววตาจะมีประกายหยอกล้อ แต่สิ่งที่แสดงออกบนใบหน้ากลับเป็นความจริงจังหาใดเปรียบ “ตั้งแต่ท่านให้เศษเงินกับข้า ข้าก็มั่นใจว่าท่านเป็นคนที่ดีมากๆ คนหนึ่ง!”
เส้นเลือดบนหน้าผากหลิงโม่หานเริ่มไม่สงบ คิ้วเขากระตุก สีหน้าก็ตึงๆ แม้กระทั่งริมฝีปากยังเม้มแน่นเป็นเส้นตรง สายตาลึกล้ำกวาดมองไปทางนาง ก่อนจะเดินหน้าต่อไปโดยไม่พูดอะไรอีก
หากรู้แต่แรกว่าเงินที่โยนช่วยไปจะนำแผ่นยาหนังวัวชิ้นนี้มาหาเขา ต่อให้มีเงินนั้นติดตัวเขาก็คงไม่โยนออกไปแน่ สวรรค์รู้ดีว่าตอนนั้นเขาไม่ได้มอบเศษเงินนั้นให้ด้วยความมีน้ำใจ แต่เพียงคลำเจอก้อนเงินจากเอวพอดี และเห็นว่าขอทานน้อยนั่งอยู่ตรงนั้นจึงโยนมันออกไป ใครจะไปรู้ว่า…
เฟิ่งจิ่วที่เดินตามหลิงโม่หานเห็นเขายิ่งเดินไปในที่ที่ลึกขึ้น สายตาก็เป็นประกายเล็กน้อยอย่างอดไม่ได้ เธอมองเงาร่างสีดำเบื้องหน้า แล้วถาม “ท่านอา ข้าได้ยินว่าด้านในนั้นมีสัตว์ร้ายอยู่มากนักจริงหรือไม่?” เดิมก็ไม่หวังให้เขากล่าวอะไร แต่นึกไม่ถึงว่ากลับได้ยินเสียงอันเฉยเมยและเย็นชาดังลอยมา
“ในเมื่อรู้แล้วก็รีบออกไปเสีย”
“ท่านอา ข้าก็ตามเก็บยาอยู่ข้างกายท่านนี่แหละ จะไม่สร้างปัญหาให้ท่านหรอก” เธอเพิ่งตรวจเส้นชีพจรดู พบว่าพอสำลักเลือดออกมาก็ถอนพิษในร่างไปมากกว่าครึ่ง ขอแค่ตอนเย