งก้าวแผ่วเบามั่นคง ทั้งร่างมีรัศมีเย็นชาที่คนทั่วไปไม่อาจเข้าใกล้แผ่กระจาย
เฟิ่งจิ่วขบคิด ก่อนพุ่งเข้าไปหมายจะกอดต้นขาเขาไว้โดยไม่ลังเล ปากก็ตะโกนร่ำไห้ว่า “ฮือ…พี่เขย! พี่เขยข้าหาท่านเจอแล้ว! อืม!” ทันใดนั้นคนตรงหน้าเบี่ยงตัวหลบ เธอกระโจนเข้าหาพื้นที่ว่างเปล่าเบื้องหน้าเพราะแรงเฉื่อย สองมือถลอกปลอกเปิกจนต้องร้องครวญ
ชายในเสื้อคลุมสีดำขมวดคิ้วน้อยๆ หลังจากสายตาที่ลึกล้ำและแข็งกร้าวกวาดมองขอทานบนพื้น เขาก็ก้าวเดินต่อไป มองแวบเดียวเขาก็ดูออกว่าขอทานบนพื้นเป็นแค่คนธรรมดาที่ไร้วรยุทธ์
แน่นอนว่าตอนนี้เฟิ่งจิ่วเป็นเพียงสามัญชนคนธรรมดาจริงๆ ระดับพลังเล็กน้อยของร่างก่อนก็สูญสลายไปเพราะยาที่ซูรั่วอวิ๋นบังคับยัดเข้าปากมา เธอในเวลานี้จึงเป็นแค่คนคนหนึ่งที่ไร้ซึ่งวรยุทธ์
ด้วยเหตุนี้ เมื่อเหล่าผู้ฝึกเซียนเห็นสามัญชนที่ไร้วรยุทธ์อย่างเธอ ก็จะยิ่งไม่สนใจและไม่ระวังตัวกันมากนัก
“พี่เขย! พี่เขยอย่าทิ้งข้าเลย ฮือ…ช่างยากเย็นยิ่งนักกว่าข้าจะหาท่านพบ พี่เขย…” เมื่อเธอตะเกียกตะกายขึ้นมาได้ก็กระโจนไปด้านหน้าอีก และล้มลงอีกหลายครั้ง จนในที่สุด ชายในเสื้อคลุมสีดำตรงหน้าก็หยุดฝีเท้าลง
“พี่เขย!” เฟิ่งจิ่วไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดมือไป ทั้งแขนและขากอดเข้าที่ขาของชายผู้นั้น รัดเขาเอาไว้แน่น แล้วปรายตาที่มีน้ำตาคลอเบ้าขึ้นมองอย่างขลาดกลัวเล็กน้อย
แต่เมื่อมองเห็นใบหน้าของชายผู้นี้ มุมปากเธอกลับกระตุกแวบหนึ่งโดยไม่อา