้เขาเคาะประตูแรงแค่ไหนก็ไม่มีเสียงตอบ
สีหน้าของเฝ่ยอวี้เลวร้ายมาก นี่เขายอมลดตัวมาพบเธอขนาดนี้ แต่เธอกลับไม่เปิดประตูออกมา!
“เฝ่ยไป๋ลู่ ไสหัวออกมานะ! ฉันขอบอกเธอไว้เลยว่า ฉันซื้อตึกนี้แล้ว ถ้าเธอไม่ออกมา ฉันจะให้คนมาพังประตูห้องเธอ!”
“เธอคือคนของครอบครัวเฝ่ยของเรา เรื่องก่อนหน้านี้ฉันจะยอมเจรจาด้วย ขอแค่เธอกลับไปบ้านเฝ่ยอย่างว่าง่าย ไม่ไลฟ์สดอีก พวกเราจะไม่ทำเรื่องแย่ ๆ กับเธอ ฉะนั้นออกมาคุยกันดี ๆ เถอะ”
เมื่อยังไม่มีคำตอบกลับมา เฝ่ยอวี้ที่ใจร้อนจึงไม่ทนอีกต่อไป
เขากำลังจะโทรเรียกคนมาพังประตู ตอนนั้นเอง ชายที่ไม่สวมเสื้อคนหนึ่งก็ออกมาจากห้องเล็ก ๆ ที่อยู่ติดกัน ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงโมโหว่า “บ้าไปแล้วเหรอ! แม่สาวน้อยที่อยู่ห้องนี้ย้ายออกไปเมื่อหลายวันก่อนแล้ว ถ้ายังรบกวนคนอื่นอีก ฉันจะแจ้งตำรวจ!”
“…ย้ายไปแล้ว?” คุณชายใหญ่แห่งตระกูลเฝ่ยที่คิดว่าตัวเองสูงส่งพลันรู้สึกเขินอายเมื่อคิดถึงการแสดงเดี่ยวที่ทั้งข่มขู่ทั้งล่อลวงเมื่อครู่ของตัวเอง
เขาเงียบไปสักพัก แล้วจู่ ๆ ก็หัวเราะเยาะออกมา
คิดว่าย้ายไปแล้วจะรอดพ้นเงื้อมมือของครอบครัวเฝ่ยงั้นเหรอ?
การที่เฝ่ยไป๋ลู่ไม่เชื่อฟังย่อมส่งผลกระทบต่ออาชีพการงานของเขาได้ง่าย ๆ ฉะนั้นเขาจึงไม่สนใจหากต้องทำลายเธอ!
แค่ถอนเขี้ยวถอนเล็บของเธอทิ้ง ดูซิว่าเธอจะยังทำตัวหยิ่งยโสอะไรได้อีก!
เพราะยังไงก็เป็นแค่น้องสาวที่มีหรือไม่มีก็ไม่ต่างกันนักอยู่แล้ว!
พอย้าย