แต่รุ่งเช้าวันต่อมา เฉินชางถูกเสียงเรียกเข้าปลุกจนตื่น
“ศาสตราจารย์เฉิน มีผู้ป่วยรายหนึ่งถูกส่งตัวมาจากโรงพยาบาลตงตาสาขาหนึ่ง อาการหลักคือหายใจหอบ จากนั้นผ่านไปนานมีอาการชาที่แขนขาและรอบปาก ถึงขั้นมือเท้าเป็นตะคริวแล้ว คือว่า… คุณเข้ามาดูหน่อยได้ไหมครับ”
คนที่โทรมาคืออูฮุย หมอเวรแผนกฉุกเฉิน เดิมทีเขาไม่ค่อยอยากโทรหาเฉินชาง แต่ผู้อำนวยการแผนกประสาทวิทยาของโรงพยาบาลตงตาสาขาหนึ่ง และผู้อำนวยการแผนกศัลยกรรมประสาทโรงพยาบาลอันดับสองของมณฑล ล้วนสับสนหาคำตอบไม่ได้ ทั้งคู่ไม่รู้ว่าสาเหตุเกิดจากอะไร
เฉินชางตอบรับคำหนึ่ง “อืม ผมจะไปเดี๋ยวนี้!”
ตอนนี้ฟ้าเพิ่งจะสาง บนท้องถนนมีคนสัญจรไม่มาก พอเฉินชางมาถึงโรงพยาบาลก็ตรงไปที่ห้องสังเกตอาการทันที เมื่อเห็นเฉินชางมาทุกคนต่างผงกหัวทักทายพลางหลีกทางให้
“อรุณสวัสดิ์ครับผู้อำนวยการเฉิน!”
“สวัสดีครับผู้อำนวยการเฉิน!”
ช่วงฤดูหนาวฟ้าสว่างค่อนข้างช้า ทั้งที่ตอนนี้หกโมงกว่าแล้ว เฉินชางเห็นผู้อำนวยการหลายคนมารวมตัวกันก็พยักหน้าให้ทุกคนเล็กน้อย
“อรุณสวัสดิ์ครับ ผู้อำนวยการแผนกทุกท่าน ลำบากทุกคนแล้วครับ” เฉินชางก้มหัวเอ่ยขอบคุณ ทุกคนต่างโบกมือให้แต่คิ้วขมวดแน่นไม่คลายออก
“สถานการณ์ของผู้ป่วยเป็นยังไงบ้างครับ” เฉินชางสอบถาม
เฮอไฉอวิน ผู้อำนวยการแผนกประสาทวิทยาจากทางโรงพยาบาลตงตาสาขาหนึ่งเอ่ยขึ้นว่า “ผู้ป่วยรายนี้เป็นคนไข้เก่าแก่ของแผนกเรา ปีก่อนเข้าๆ ออกๆ อยู่สี