หลังจากได้ยินเสียงแจ้งเตือนของระบบ เฉินชางชะงักในทันที!
เขาหันไปมองซุ้มที่ไม่เตะตาซุ้มนั้น
ด้านหลังมีแค่ชายที่แต่งตัวไม่โดดเด่น ส่วนคนที่มุงดูก็ไม่ได้มากมาย
แถมที่สำคัญที่สุดคือ ซุ้มนี้ไม่ได้แสดงสินค้าวิจัยหรือวัสดุที่พิเศษแต่อย่างใด มีเพียงปึกกระดาษหนา
เรียกไม่ได้ว่าเป็นหนังสือ!
ชายคนนั้นมีสีหน้าซึมกะทือ เป็นความรู้สึกที่พูดไม่ออก แต่มีแววตาที่ดูท้อแท้สิ้นหวังมาก
เฉินชางทักทายชายคนนี้
“สวัสดีครับ!”
ชายคนนั้นเหมือนไม่ได้ยินในรอบแรก จนกระทั่งเฉินชางเรียกอีกครั้ง จากนั้นตบบ่าของชายคนนั้น ฝ่ายตรงข้ามจึงค่อยหันตัวมา
ชายคนนั้นชี้หูของตัวเองแล้วยิ้มขอโทษขอโพย “ขอโทษที หูฉันมีปัญหานิดหน่อยน่ะ เมื่อกี้ไม่ได้สวมเครื่องช่วยฟัง”
พูดพลางชายคนนั้นก็สวมเครื่องช่วยฟัง เขาจึงค่อยหันตัวไปมองเฉินชาง
หลังชายคนนั้นเห็นเฉินชางก็ยิ้มอย่างประหลาดใจระคนดีใจ “โอ้! ศาสตราจารย์เฉิน สวัสดีครับ! ผมชื่อครอฟต์ นักวิจัยอิสระ คนอเมริกาครับ”
เฉินชางยิ้มสุภาพบอก “ศาสตราจารย์ครอฟต์ ที่คุณวางอยู่คือเอกสารงานวิจัยหรือครับ”
ครอฟต์ยิ้มเก้อเขินบอก “นี่คือเลือดเนื้อทั้งชีวิตของผม แต่เหมือน…รู้สึกว่า…จะไปผิดทิศทางน่ะครับ!”
เฉินชางงุนง