อเปล่า”ฉินเยว่ถอนใจ “ยังพอไหวค่ะ แค่อาจารย์ผู้หญิงคนนั้นค่อนข้างเข้มงวดกับฉันล่ะมั้ง เขาเรียกร้องค่อนข้างมาก ให้ฉันดูแลผู้ป่วยออกคำสั่งแพทย์ เขียนประวัติผู้ป่วย ไปเอาพัสดุให้เขา…ผ่าตัดยังไม่ให้ฉันไปเลยแต่ใหม่ๆ ก็แบบนี้ทั้งนั้น อีกสักพักก็โอเคแล้วค่ะ”เฉินชางพยักหน้า “ไม่งั้น พวกเราเปลี่ยนอาจารย์ที่สอนไหม”ฉินเยว่ส่ายหน้า “เขาเป็นศิษย์เอกของอาจารย์ฉัน เป็นรุ่นพี่ฉันด้วย ทำงานในโรงพยาบาลแล้ว เพิ่งมาได้ไม่นานก็หาเรื่องมันไม่ดีไม่เป็นไร เดี๋ยวก็โอเค”กินข้าวเสร็จ เฉินชางก็ห่อตัวฉินเยว่ไว้ในผ้าห่มแล้วเปิดเครื่องฉายภาพในห้องนอนนี่เป็นสิ่งที่พวกเขาสองคนออกแบบเอง เพื่อให้ตอนที่แอบมาพักผ่อนในช่วงยุ่งๆ จะได้ซุกตัวดูหนังอยู่ใต้ผ้าห่มได้บอกว่าดูหนัง แต่ที่จริงแล้วก็คือเฉินชางโอบฉินเยว่ ทั้งสองคนซุกตัวกระซิบกระซาบกันอยู่ใต้ผ้าห่มยุ่งมาทั้งวันแล้วได้มาฟังฉินเยว่บ่นรุ่นพี่ บอกเล่าความคิดที่มีต่อโรงพยาบาล มุมมองต่ออาการของโรค และเรื่องราวชวนซึ้งใจบางเรื่องบางทีชีวิตก็เท่านี้ผ้าห่มเป็นที่หลบภัย ทำให้เราได้ปลอบประโลมกายใจอันอ่อนล้า ได้นอนใต้ผ้าห่มบอกเล่าเรื่องราวในใจกับคนข้างเตียงกระซิบเสียงแผ่วเบา ฟังอีกฝ่ายหนึ่งระบายความข้องใจ ปลอบใจกันในยามทุกข์ แบ่งปันกันในยามสุขบางทีสิ่งนี้ก็คือความสุข