มคืบหน้าของเขายังหยุดอยู่ที่สี่สิบห้า เปอร ์เซ็นต์ล่ะ หรือว่า…ยังมีเรื่องลับอะไรอีก
เห็นจางเค่อฉินกาลังจะพาหยวนฮุยคนนี้ไป จู่ๆ หยวนฮุยก็พลัน เอ่ยขึ้นมาว่า “ทะ…ที่จริงแล้วผมรู ้สึกตัวเองเป็ นโรคประสาทจริงๆ” หยวนฮุยก้มหน้าถอนใจช ้าๆ
“ช่วงนี้ไม่รู ้ว่าเกิดอะไรขึ้น ผมรู ้สึกว่ามีใครบางคนพูดอยู่ข้างหู ตลอดเลย
“ถึงขนาดที่รู ้สึกว่าตัวเองเห็นภาพหลอน ผมก็รู ้ว่าเป็ นภาพ หลอน…แต่บางครั้งผมควบคุมตัวเองไม่ได้เลยสักนิด”
ขณะที่พูดถึงตรงนี้ หยวนฮุยก็เงยหน้าขึ้นมาจ้องจางเค่อฉิน “ผม รู ้คุณไม่เชื่อว่าผมเป็ นคนดีอะไร ผมก็มีคดีอยู่เป็ นกอง แต่…ผมพูด จริงนะ
“ตอนเดินบนถนนวันนี้ ผมก็ไม่ได้คิดจะปล้น อยากซื้อมีดปอก ผลไม้ต่างหาก แต่ตอนที่เดินผ่านร ้านทอง ผมรู ้สึกว่าตัวเองเข้าไปใน ภาพหลอนนั่นจริงๆ แล้วผมเลยอยากไปปล้น
“ถ้าผมจะปล้นจริงๆ คุณว่าผมจะโง่ไปที่ถนนกับร ้านทองที่ พลุกพล่านขนาดนั้นเหรอ”
จางเค่อฉินแค่นหัวเราะ “อย่าคิดจะเล่นลูกไม้กับผมเลย จะป่ วย หรือไม่ ไม่ใช่เรื่องที่คุณจะตัดสินได้
“ถ้าคุณเป็ นโรคประสาทจริง ผมจะส่งคุณไปควบคุมที่ โรงพยาบาลจิตเวช”
พอได้ยินค าพูดจางเค่อฉิน หยวนฮุยก็เอ่ยอย่างจนใจ “ผมพูด จริงนะครับ”
พอหยวนฮุยพูดจบ จู่ๆ เฉินชางก็พูดว่า “ท าไมคุณถึงมีภาพ หลอนแบบนี้ได้ครับ เมื่อก่อนเคยป่ วยเป็ นอะไรไหมครับ หรือเคยใช ้ ยาอะไรหรือเปล่า”
หยวนฮุยหันไปมองเฉินชาง เขานิ่งคิดครู่หนึ่ง ผ่านไปราวสอง