็งแกร่ง ไม่กลัวผู้แข็งแกร่งเลยสักนิด ในความคิดของเขา การได้ประชันกับผู้แข็งแกร่งถึงได้ท้าทายขีดจำกัด ยกระดับให้ตัวเอง! และเทียบกับเกียรติยศในการแข่งขันแล้ว พัฒนาการที่ได้ตนได้ต่างหากถึงเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า!
แต่หมอเสี่ยวเฉินคนนี้เพิ่งอายุ 27 ปี…
พอคิดถึงตรงนี้ หนิงเฮ่าเซินยังออกจะเกรงใจ…
ตอนเลี้ยวมาเตรียมรอแข่งที่นอกสนาม เขามองดูเฉินชางครั้งหนึ่ง ออกตัวทักทายเฉินชาง “สวัสดีครับหมอเฉิน!”
เฉินชางอึ้งไป มือทั้งสองข้างรีบจับมือทักทายกลับ “สวัสดีครับหมอหนิง”
ถึงยังไงอีกฝ่ายก็ซวยไปแล้ว ต้องทำให้เขาสบายใจหน่อยละมั้ง
ตอนนี้ด้านเฉินชางเสียใจนิดหน่อยที่ไม่ได้โจมตีชุยหยวนอู่ดีๆ…
เฮ้อ…
หนิงเฮ่าเซินพยักหน้า ลากเฉินชางมาถามสารทุกข์สุกดิบทั่วๆ ไป
เฉินชางก็กระตือรือร้นดี พูดถึงงาน พูดถึงความรัก
ทั้งสองคนต่างอยากให้อีกฝ่ายแฮปปี้ อย่างน้อยก็ผูกมิตรกันใช่มั้ยล่ะ ไม่อย่างนั้นถ้าชนะอีกฝ่าย จะต้องรู้สึกผิดเล็กๆ
ไม่นานนัก ทั้งสองก็รู้สึกเหมือนเพื่อนรู้ใจที่หาได้ยาก
เมื่อเจ้าหน้าที่นำทางที่อยู่ข้างๆ เห็นว่าทั้งสองเริ่มคุยกันเรื่องรางวัลก็หูผึ่งทันที คิดจะไปสืบเสียหน่อย แต่จู่ๆ ประตูก็เปิดออก ทั้งสองจึงจำเป็นต้องเข้าสนามทดสอบแล้ว
หนิงเฮ่าเซินเข้าไปก่อน เขามองเฉินชาง “หมอเฉิน คุยกับคุณถูกคอดีจัง เอาอย่างนี้มั้ย พรุ่งนี้เย็นผมขอเป็นเจ้ามือ พวกเราไปกินข้าวกันสักมื้อ ก็ถือซะว่าไม่สู้ไม่ได้รู้จักกัน”
หนิงเฮ่