ร ทุกคนในห้องพักหมอในแผนกต่างพูดกันจนเป็นเรื่องปกติไปแล้ว รวมกับที่ตอนนี้ฉินเยว่อยู่ในช่วงเปลี่ยนสายงานไปทางงานวิจัย ทุกคนจึงรู้ว่าฉินเยว่กำลังอยู่ในช่วงเตรียมตัว
ฉินเยว่พยักหน้า “ค่ะ ฉันคิดว่าอาจจะไปเรียนที่เมืองหลวงค่ะ แต่ก็อาจเลือกเรียนภาคพิเศษ คงไม่ได้เรียนเต็มวันค่ะ”
เจียงเทาได้ยินดังนั้นก็รีบพูดขึ้นว่า “เมืองหลวงเหรอครับ เมืองหลวงก็ดี! แต่…ผมว่าจะเรียนทั้งทีก็เลือกเรียนเต็มวันไปเลยดีกว่านะครับ ตอนนี้มูลค่าของนักศึกษาปริญญาเอกที่เรียนภาคพิเศษไม่ค่อยสูง ไม่เป็นที่ยอมรับในหลายหน่วยงาน”
เจียงเทากล่าวไปตามเหตุผล
ฉินเยว่พยักหน้าแล้วพูดยิ้มๆ ว่า “ฉันอายุมากแล้วค่ะ ถ้าเลือกเรียนเต็มวันจะมีความกดดันเรื่องงานวิจัยสูง”
เจียงเทารีบพูดยิ้มๆ ว่า “คุณยังไม่โตขนาดนั้นหรอกครับ!”
เจียงเทาคิดว่ายิ่งใช้คำพูดที่ฟังดูตลกมากเท่าไหร่ก็ยิ่งสร้างความประทับใจให้คู่สนทนาได้มากเท่านั้น แต่เขาไม่สังเกตเลยว่าใบหน้าของฉินเยว่ดำคล้ำไปหมดแล้ว โกรธจนเลือดลมแทบตีกลับ
อะไรไม่โต
แกสิไม่โต!
เล็กไปทุกอย่างนั่นแหละ!
คำว่าเล็ก หรือไม่โต กลายเป็นคำต้องห้ามในพจนานุกรมของฉินเยว่ไปแล้ว กระทั่ง ‘ผู้อำนวยการเฉิน’ ก็ยังไม่กล้าพูด แต่อีกฝ่ายถึงกับพูดออกมาแล้ว!
ตอนนี้หวังเชียนเดินเข้ามาพอดี เมื่อเห็นภาพตรงหน้า สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปโดยพลัน
เจ้าหมอนี่กล้ามาตอแยดอกไม้ประจำแผนกเราเชียวหรือ เอาชางเอ๋อร์ไปไว้ที่ไหน ไม่ได้การแล้ว!